2008/Oct/24

กลับมาอีกแล้วครับ สำหรับซี่รี่ย์ฤดูกาลที่แตกต่าง-Season Change (แต่ไมมีแต่ฤดูใบไม้ร่วง อยากเขึยนให้ครบทั้ง 4 ฤดูน่ะครับ แต่ผมไม่ได้ว่างทุกฤดู) มีมาประจำทุกปีเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมว่างมากที่สุด ช่วงหนึ่ง จากการที่โรงเรียนหยุด 1 อาทิตย์เพื่อจัดงานวัฒนธรรม-文化祭 (ถ้าผมตื่นทันในวันอาิทิตย์ว่าจะไปเก็บบรรยากาศมาเล่าสู่กันเหมือนกันน่ะครับ แต่ท่าทางจะไม่ตื่นแน่ๆ) อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในหัวข้อ 新聞男 : Season Change「秋 + เจริญหูเจริญตา Ueto Aya」  นั้น ฤดูใบไม้ร่วง-秋 นั้นเป็นฤดูที่ค่อนข้างจะดีมากๆสำหรับตัวผมน่ะครับ เนื่องจาก อากาศไม่ร้อน ฝนไม่ค่อยตก(นอนหลับสบาย) อาหารอร่อย+ถูก(เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยว) แถมยังค่อนข้างว่างอีกด้วย

เพื่อให้เข้าบรรยากาศกับฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน วันนี้ขอเสนอเกี่ยวกับเรื่องหนังสือกันสักหน่อยน่ะครับ อย่างที่ทราบๆกัน (หรือว่าเคยได้ยินได้ฟังกันมา)ว่าคนญี่ปุ่นนั้นเป็นชาติที่รักการอ่านหนังสือมากที่สุดชาติหนึ่งของโลกทีเดียว ตัวผมเองนั้นได้ฟังมาตั้งแต่เด็กจากพ่อผมที่เคยเทียวญี่ปุ่น(แกไปมาเมื่อประมาณเกือบ 30ปีที่แล้ว)แล้วเวลาขึ้นรถไฟนั้นเห็นแต่คนญี่ปุ่นทั้งนั่ง ทั้งยืนอ่านหนังสือบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง การ์ตูนบ้าง พอลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งทันที แกยังว่าอีกว่าคนญี่ปุ่นนั้นว่างเป็นไม่ได้ต้องอ่านหนังสือหรือหาอะไรทำไม่ให้ว่างอยู่เสมอ นี่เป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอันดับแรกๆของผมเลยก็ว่าได้ และทำให้ผมมีภาพของคนญี่ปุ่นขยันอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาพร้อมกับข้อมูลที่ว่าง บะหมี่ญี่ปุ่น(ราเม็น)รสชาิดห่วยแตก ชามใหญ่เบ้อเร่อ มีแต่เส้นกับน้ำซุป เวลาจะหาเนื้อหมูต้องใส่ชุดประดาน้ำลงไปงมหาในชาม พ่อผมแกว่าไว้งั้นน่ะครับ (ฮา....) ไว้มีโอกาสจะเขียนเรื่องราเม็นน่ะครับ)

ถึงคราวที่ตัวเองได้มีโอกาสมาใช้ชีวิต(รันทด)อยู่ที่ญี่ปุ่นบ้าง ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างที่ว่าจริงๆเหมือนกันน่ะครับ แม้ว่าเดี่ยวนี้จะน้อยลงมากที่เดียว หนักไปทางฟัง iPod เล่น DS PSP(ผมส่วนใหญ่ก็เล่นเกมบนรถไฟน่ะครับ) อ่านเมล์พิมพ์เมล์ หรือดูทีวีบนมือถือ(ผ่านระบบวันเซก-1 Seg ที่เป็นบริการหนึ่งในการแผ่ภาพในระบบดิจิตอลแบบใหม่ของญี่ปุ่นน่ะครับ)สักมากว่าก็ตาม แต่โดยเฉลี่ยแล้วยังเป็นปริมาณที่มากอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุมากกว่า 30ขึ้นไปนั้น จะพบได้มากทีเดียว ส่วนไอ้ที่ลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งน่ะครับ มักจะเป็นพวกหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารถูกๆ หรือหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์เล่มโตๆหนาๆอย่างโชเน็นจัมฟ์-少年ジャンプ โชเน็นซันเดย์-少年サンディ― โชเน็นแม็กกาซีน-少年マガシン(อ่านแล้วก็ขึ้เกียจถือไปมา)เท่านั้นน่ะครับ

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมากมายน่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโฮมเลส-Homeless พวกคนจรจัด ที่จะื้ซื้อตั๋วผ่านเข้ามาในสถานีรถไฟ เพื่อมาเก็บนิตยสาร หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ต่างๆ ไปขายให้กับร้านหนังสือมือสอง(ที่จะขายต่อให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่รีบร้อนอยากอ่านเ ร็วๆ และไม่ยี่หระกับของมือสองอย่างผมอ่าน) เท่าที่ผมทราบพวกแกจะซื้อตั๋วแล้วนั่งรถไฟลงมันทุกสถานีเืพื่อหา+เก็บแล้วนั่งวนกลับมาที่สถานีเดิม เพื่อออกโดยไม่เสียเงินเพิ่ม หรือเดินหาไปตามชั้นวางของด้านบน ที่นั่งในขบวนรถที่มักจะมีทิ้งหรือลืมไว้เสมอ (อย่าได้ดูถูกไปน่ะครับ รายได้ดีเป็นกอบเป็นกำมากน่ะครับ ยิ่งถ้าบวกกับการเก็บกระป๋องเบียร์ในวันทิ้งขยะรีไซเคิลอีกแล้วด้วย เดือนๆหนึ่งคนทำมีรายได้เป็นแสนก็มีน่ะครับ ผมยังอยากทำเลย แต่ใจ(หน้า)ไม่ด้านพอ...)

ส่วนพวกนวนิยาย หรือ หนังสือดีๆราคาแพง ที่อ่านจบแล้ว คนญี่ปุ่น(โดยเฉพาะคนในแถบโตเกียว รอบโตเกียว และเมืองใหญ่ต่างๆในภูมิภาคต่างๆนั้น)จะเอาไปขายให้กับร้านเชนจ์หนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นั้นก็คือ ร้าน Book Off ที่มีสาขามากมายกระจายไปเกือบทั่วญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เพียงหนังสือประเภทต่างๆ(ทั้งนิยาย นวนิยาย หนังสือฮาวทู การ์ตูนผู้ชาย การ์ตูนผู้หญิง(รวมไปถึงการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ด้วย อิิอิอิ)นิตยสาร หนังสือเตรียมสอบต่าง หนังสือคอม สมุดภาพ หนังสือรวมภาพ พจนานุกรม และอื่นๆอีกร้อยแปด แยะจริงๆ)เท่านั้นน่ะครับ ยังมีขายซีดีเพลง ซีดีหนัง ดีวีดีหนัง ดีวีอะนิเม(เช่นกันครับ รวมไปถึงหนังสำหรับผู้ใหญ่ด้วย) เครื่องเกม แผ่นเกม ตลับเกม อุปกรณ์เกม ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่สำคัญในราคาย่อมเยาว์(แล้วแต่ความหาง่ายหายาก ความนิยม ราคาเดิม แต่ส่วนใหญ่หนังสือแล้วจะลดประมาณ 50% จากราคาตั้งน่ะครับ)และเลือกได้ โดยในระยะเวลา 4-5ปีที่ผ่านมานี่ บุ๊คออฟได้โตขึ้นมามากทีเดียว จากการที่ค่านิยมในการใช้ของของคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปหลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในยุค90 ประำกอบกับการที่ต้องเก็บไว้แล้วรกบ้านที่อยู่อาศัยที่ก็เล็กก็แคบอยู่แล้ว และที่สำคัญคือหน้าร้อนแอร์เย็นฉ่ำ หน้าหนาวฮีทเตอร์อุ่น ยืนอ่าน เืลือกหาได้อย่างไม่จำกัดเวลา(ไม่มีลุงมาถือไม้ปัดฝุ่นมาไล่อย่างในโดราเอมอน ยกเว้นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กจะมีพลาสติกห่อไว้ ไอ้เนี่ยล่ะครับที่อยากดูแต่ดูไม่ได้)ทำให้คนญีุ่่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนมายืนอ่านกันเต็มเลย

 สำหรับคนที่มีคนสนใจ(ซึ่งหนังสือของญี่ปุ่นนั้นจะออกแบบได้สวย ใช้กระดาษอย่างดี มีค่า ดูน่าเก็บสะสม) และถ้าหากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นและเที่ยวหรือพักอยู่ในโตเกียวแล้วล่ะก็ ผมแนะนำอย่างแ รงให้แวะไปที่บุ๊ึึคออฟสาขาโอโมริ-大森店 ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟเจอาร์โอโมริ(JR 大森) เพื่อเลือกหา หนังสือ หรือ เกม หรือ หนังดีๆสักเรื่องติดไม้ติดมือกลับไป หรือว่าจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝากด้วยก็ไม่เลวเหมือนกันนะ่ครับ(อย่างผม ถ้าเพื่อน(บ้ากาม)มันรู้ว่าจะมาญี่ปุ่น  มักจะชอบบอกให้ซื้อหนังผู้ใหญ่าฝากกันทั้งนั้น...ส่วนใหญ่น่ะครับ)  ที่แนะนำสาขานี้เพราะว่าเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว มีพื้นที่เป็นตึกออฟฟิค 3 ชั้นล่าง (ใหญ่เป็นที่ 2 จากจำนวนสาขาที่ผมรู้จักและเคยไป ใหญ่ที่สุดคือที่อิเซซากิมอลล์-伊勢崎モ-ル สถานีคันไนในโยโกฮาม่า-関内駅横浜 ใกล้ห้องผมที่สุดเลย ไปประจำ สาขานั้นเป็นเดิมเป็นร้านปาจิงโกะ ตึกทั้งตึกเลย 5 ชั้น) อยู่ใกล้กับสถานีมากๆ คือ ห่างออกไปเพียง 30 เมตร หาง่าย ไม่ลำบาก ส่วนตัวสถานีโอโมรินั้น ก็ไปได้แสนสะดวกจากใจกลางโตเกียว ก็ไปได้ด้วยสายยามาโนะเทะ-山手線(สีเขียว สายหลักที่วิ่งวนอยู่กลางโตเกียว) หรือ จะไปด้วยสายเคฮินโทโฮคุ-京浜東北線ก็ได้(สายสีน้ำเงิน ที่ผมใช้ทุกวันจากห้องไปโรงเรียน แต่ถัดจากป้ายโรงเรียนผม คามาตะ-蒲田 ไปป้ายหนึ่ง )

อันนี้เป็นภาพด้านนอกของบุ๊คออฟสาขาโอโมริ เดินออกมาจากตัวสถานีเจอาร์โอโมริแค่นาทีเดียวก็ถึงแล้ว

 

นี่เป็นป้ายยี่ห้อร้านน่ะครับ นอกจากนี้แล้วบุ๊คออฟยังมีบริการรับซื้อหนังสือ ซีดี ดีวีดีเก่าอีกด้วย แต่ซื้อในราคาแสนถูกมากเล่มละประมาณ 10 % ของราคาป้ายเท่านั้นเอง หรือถ้าหากเป็นหนังสือเก่า ก็เล่าละ 10 20 เยนเอง (ผมเคยเอาไปขายแล้ว ดูราคาแล้วซึ้งเลย) ซื้อมาถูกแล้วขายออกไปแพง จะไม่กำไรได้อย่างไงล่ะครับ หรือ ถ้าหากมีของที่จะขายมากๆแล้ว ก็มีบริการถึงขั้นมีรถไปรับของมาเลยทีเดียว

 

ภายในร้านก็จะแบ่งเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นหนังสือการ์ตูน ชั้นนวนิยาย+นิตยสาร ชั้นซีดีเพลง+ดีวีดีหนังเป็นต้น ในแต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นโซนๆของประเภทหนังสือต่างๆ แยกย่อยลงไปอีก และในแต่ละโซนก็จะแบ่งตามหมวดของสำนักพิมพ์ ผู้แต่ง หรือ ราคา (แล้วแต่ความเหมาะสมน่ะครับ ไม่ตายตัวแต่ดูเป็นหลักในการหาเฉยๆ) อย่างเช่นถ้าอยากหาการ์ตูนเนกิมะคุณครูจอมเวทย์แล้ว ก็ให้ไปที่ชั้นการ์ตูน โซนหนังสือการ์ตูนผู้ชาย หมวดแม็กกาซีน(ชื่อนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ลงเนกิมะอยู่)ก็จะพบน่ะครับ แต่ทว่าจะมีชั้นที่ติดป้ายแดงๆที่เขียนว่า 105 円(税込)ก็ให้รู้ว่าเป็นของลดราคาน่ะครับ ถูกที่สุดแล้ว 105เยน(รวมภาษีผู้บริโภคแล้ว) แนะนำให้ไปดูที่ชั้นพวกนี้ก่อนน่ะครับ เพราะจะได้ของถูก แต่ก็ต้องทำใจหน่อยน่ะครับ เพราะว่าถูกเลยอาจจะมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก หรือไม่ก็มีไม่ครบชุดน่ะครับ(มักมีแต่เล่มแรกให้ซื้ออ่านถูกๆแล้วต่อซื้อแพงเพื่ออ่านต่อใ้ห้จบ)

ภาพนี้แทบไม่ต้องบรรยายน่ะครับ เป็นมุมโลกในฝันของใครบางคน(แต่ต้องอายุต้องเกิน18น่ะครับ ไม่งั้นซื้อไม่ได้ อย่างในรูปจะมีป้ายเตือนไว้)น่ะครับ หรือว่าหากใครได้รับมอบภารกิจในการซื้อแล้วก็มาหากันได้ในมุมนี้ครับ มักจะซ่อนอยู่หลังๆร้าน ห่างๆไปจากมุมการ์ตูน(ที่เด็กมายืนอ่านกันเยอะ) ส่วนราคาก็ประมาณ 1000-2000เยนน่ะครับ ถูกกว่าซื้อมือหนึ่งครึ่งหนึ่ง แต่มักจะเป็นหนังเก่าๆ (แต่อาจจะดีสำหรับคนที่จะหามาดูระลึกความหลังในสมัยหนุ่มๆก็ได้)

คนญี่ปุ่นที่มาใช้ซื้อหรือหาของในบุ๊คออฟนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ต้องการอ่านแล้ว ยังมีำพวกที่ซื้อมาเพื่อสะสม หรือ ซื้อมาเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายประมูลในเน็ต) เพราะว่าเจ้าของเดิมที่ขายออกก็ไม่รู้ค่าของที่ตัวเองมี บุ๊คออฟที่รับซื้อมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตั้งราคาถูกๆไว้(แม้นว่าหลังๆจะรู้เรื่องขึ้นมามากแล้ว)ก็จะมีคนพวกนี้ล่ะครับ ตะลอนไปตามสาขาต่างๆ เพื่อหาของหายากในราคาถูกๆ ส่วนไอ้ผมก็จัดว่าเป็นพวกหาซื้อเพื่อสะสม และเป็นแฟน+ลูกค้าตัวยงของบุ๊คออฟเหมือนกัน โดยเฉลี่ยอาทิตย์หนึ่งผมจะไปบุ๊คออฟในสาขาที่อยู่ตามสายรถไฟที่ผมมีตั๋วเดือนอยู่(เพราะขึ้น-ลงได้ตลอดไม่เสียเงิน) ประมาณ 2-3 ร้าน เพื่อหาซื้อหนังสือเฉลยเกมต่างๆที่ผมสะสมอยู่ มาดูตัวอย่างคอลเลกชั่นส่วนตัวที่ได้จากบุ๊คออฟในเวลา 3 ปีกว่าๆที่ผ่านมาดีกว่า 

)

ภาพบนนี้เป็นหนังสือเฉลยเกมอย่างเป็นทางการ-公式ガイトブック(ที่บอกว่าเป็นทางการเพราะว่าบริษัทสร้างเกมเป็นคนทำและตีพิมพ์เอง นอกจากนี้ยังมีของบริษัทหรือสำนักพิมพ์อื่นก็มี)ของเกมภาษาสุดฮิตสุดโปรดของผม ดราก้อนเควส-ドラゴンクエストภาค 1 - 4 ของเครื่องแฟมิคอม จะเห็นว่ามีลูกเล่นแฝงอยู่คือ เมื่อเอามาต่อกันจะเป็นรูปดาบ โดยถ้าเอาของภาค 1 2 3 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบโรโต-ロトの剣 ดาบในตำนานในเกมของภาค1-3 ส่วนถ้าเอาเฉลยเล่ม 1และเล่ม 2 ของภาค 4 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบแห่งนภา-天空の剣 (ตัวผมมีความหลังกับหนังสือเฉลยเกมอยู่มากน่ะครับ เริ่มตั้งแต่ชอบเกมภาษามาเป็นทุนเดิม พอเริ่มมาเรียนพิเศษที่สยามและมีโอกาสได้ไปที่้ร้านหนังสือญี่ปุ่นที่อัมรินทร์พลาซ่า จำชื่อร้านไม่ค่อยได้แหละ โตเกียวอะไรเนี่ยแหละ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีอยู่อีกป่ะ ครั้งแรกที่ผมได้เห็นนั้น ผมอยากได้มากๆเลย แต่เพราะความยากไร้ในวัยเด็ก จึงทำให้ไม่สามารถซื้อได้ ได้แต่ไปยืนดูตาปริบๆ อยู่ทุกๆอาทิตย์ที่ร้าน...โอ้วอดีตอันแสนรันทด)

 

ส่วนภาพเหล่านี้เป็นภาพหนังสือเฉลยเกมของเกมภาษายอดนิยมอีกซี่รีย์หนึ่งคือ ไฟนอลแฟนตาซี ผมมีครบตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุดเลย

อันนี้เป็นตลับเกม แผ่นเกมในซี่รี่ย์ดราก้อนเควสและไฟนอลแฟนตาซีที่ผมซื้อมาสะสมไว้ โดยมากจะซื้อมาจากบุ๊คในราคาไม่เกิน 500เยนทั้งนั้นน่ะครับ

อันนี้เป็นหนังสือรวมภาพวาดจากเรื่อง G-taste ของคนวาด Dear Boys(ยางามิ ฮิโรคิ-八神ひろき)แต่เรื่องนี้ติดเรตอย่างแรงน่ะครับ(ผมชอบมาก วาดตัวละครหญิงได้งาม + เซ็กซี่มั่กๆ)

หนังสือด้านบนนี้เป็น Best Seller ในปีที่ผ่านๆมาของวงการหนังสือญี่ปุ่นน่ะครับ ขายได้เป็นล้านๆเ่ล่มเลยเช่น 電車男-ไอ้หนุ่มรถไฟ, BATTLE ROYALE-เกมเพื่อนฆ่าเพื่อนอันแสนโด่งดัง,  東京タワ--ชีวิตไอ้หนุ่มในโตเกียว กับความสัมพันธ์แม่-ลูกอันแสนซึ้ง(ถูกสร้างเป็นทั้งละคร ทั้งหนัง), และสุดท้าย Best Seller ล่าสุดในปี 2007 ที่ผ่านมา 女性の品格 เแต่พอผ่านไปก็จะถูกขายเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ราคาแสนถูก (ทุกเล่มผมซื้อมา105เยนเท่านั้น) และทำให้คนยากไร้อย่างผมมีโอกาสได้อ่านงานเขียนดีๆในราคาถูก

 

นอกจากนี้แล้วผมยังมีหนังสือเฉลยเกมอีกเกือบ 200 เล่ม(เห็นจะได้) ดูรูปแล้วจะรู้ว่าผมไม่มีที่จะเก็บแล้ว เต็มตู้หนังสือแล้ว....เวลาย้ายห้องกับขนของกลับบ้าน รับรองลำบากกับเสียเงินค่าขนแพงกว่าค่าหนังสือเป็น 5-6 เท่าแน่นอนเลย....ซึ้ง ORZ

สุดท้ายกับภาพหนังสือด้านบนที่ไม่ได้ซื้อมาจากบุ๊คออฟน่ะครับ แต่เป็นหนังสือที่น่าสนใจที่ผมมีอยู่ได้มาไว้หลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีความสามารถในการอ่านญี่ปุ่นเท่าไหร่จึงยังดองไว้ จนติดตัวมาญี่ปุ่นอีก จนเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่านจนจบสักที ครับ ดูชื่อหนังสือภาษาอังกฤษก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมล่ะครับ 完全自殺マニュアル, The Complete Manual Of SUICIDE หรือแปลเป็นไทยว่าหนังสือคู่มือฆ่าตัวตายฉบับสมบูรณ์ ที่เขียนวิธีทำ ผลทำ แจกแจง-บรรยาย ประกอบกับ Case Study ไว้อย่างละเอียด  ตอนเริ่มตีพิมพ์ออกขายนั้นขายดีในระดับ Best Sellerทีเดียว รวมทั้งนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในสังคมญีุ่่ปุ่นในขณะนั้นเป็นอย่างมากทีเดียว จนถึงขั้นสั่งห้ามขายเลยทีเดียว เพราะว่ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตามกันแยะ เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกนั่นเอง (ผมจำได้ว่าอ่านข่าวไทยรัฐเจอ แล้วอยากอ่านมากเลยให้เพื่อนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นหาให้ ตอนที่ให้เพื่อนช่วยหาซื้อให้นั้น หาซื้อได้ยากมาก ครั้นพอถาให้พนักงานร้านช่วยหา พนักงานยังทำท่าตกใจมากเมื่อรู้ว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้)

บอกตรงๆผมอ่านจบแล้วก็เหมือนอ่านหนังสือทางการแพทย์เล่มหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับยา อาการป่วยแบบต่างๆ รายละเอียดของอวัยวะ-ร่างกายอย่างมากมาย น่าสนใจทีเดียว แต่ว่ารายละเอียดค่อนข้างเก่าแล้วเพราะเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี1991 ค่อนข้างล้าสมัยไปแล้ว นอกจากนี้ยังเขียนถึงผลข้างเคียงอื่นๆที่เกิดจากการทำต่อสังคม ครอบครัว ผลจากการทำไม่สำเร็จด้วย ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเลยนักสำหรับการหลีกหนีปัญหาในรูปแบบนี้......ชีวิตมีคุณค่า ใช้มันให้คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ก็เพื่อคนที่รัก หรือสังคมครับ

 

 

 

P.S. แล้วถ้าใครต้องการซื้อหนังสือใหม่มือหนึ่งน่ะครับ แนะนำให้ไปที่คิโนะคุนิยะ-紀伊国屋 สาขาชินจูกุ-新宿店ใหญ่มั่กๆ อะไรก็มี สั่งจองก็ได้ เดินจากสถานีเจอาร์ชินจูกุไม่ไกลนัก แต่ราคามือหนึ่งน่ะครับ 

©2008 新聞男

edit @ 5 Nov 2008 15:37:35 by 新聞男


元新聞男
View full profile