กลับมาแล้วครับ พร้อมกับความชกช้ำทางร่างกาย แถมด้วยความหนำใจที่เอาตัวเองไปทรมาณ แทนที่จะซื้อทัวร์ไปเที่ยวโซล สำนักเสียใจเล็กน้อยถึงปานกลาง (สิ่งที่ผมรู้สึกสำนักเสียใจในการเดินทางครั้งนี้ จะเขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีแดงน่ะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจไม่ให้ใครพลาดไปอย่างผม) เพื่อไม่ให้ความขี้เกียจเข้ามาครอบงำจนไม่ได้เขียนอีก จึงต้องรีบเขียนทันที
คืนก่อนไปตั้งใจว่าจะนอนให้หนำใจ เก็บไว้เสียก่อน แต่ไปๆมาๆ ก็ติดใจเรื่องการจราจรขาไป ก่อนนอน พอลองกลับไปดูอีกที เจอว่าวางแผนไว้ค่อนข้างจะกระชั้นชิดไป ต่อรถไฟใช้เวลามากไป เลยตั้งใจว่าจะต้องออกเช้ากว่าจะวางแผนไว้ในตอนแรก (ดูรายละเอียดได้ใน 元新聞男:เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...「富士山」ฟูจิซัง พักร้อนกับภูเขาหนึ่งในญี่ปุ่น ภาคตระเตรียมการ)
ออกจากห้องเดินไปสถานีโทโคโรซาว่าของบริษัทเซบุ 西武:せいぶ เพื่อขึ้นสายเซย์บุชินจูกุ 西武新宿線:せいぶしんじゅくせん(ที่ผมเลือกมาอยู่สถานีนี้ก็เพราะว่าที่นี้มีรถไฟผ่านเข้าไปในกลางโตเกียวถึงสองสายหลัก เป็นสถานีหลักที่มีรถด่วนพิเศษมาจอด แล้วยังมีรถไฟรอบพิเศษที่ต่อเชื่อมเป็นรถไฟใต้ดินของโตเกียวโดยตรงอีกด้วย ถือว่าการคมนาคมทางรถไฟดีที่สุดในแถบนี้เลยก็ว่าได้) ไปลงที่สถานีทะคะดะโนะบาบะ 高田馬場:たかだのばば เพื่อเปลี่ยนรถไฟไปยังสถานีชินจูกุเพื่อต่อ รถไฟของบริษัทโอดาคิว 小田急:おだきゅうที่สถานีชินจูกุจะมีรถไฟหลายบริษัทใช้สถานีร่วมกันอยู่ จะยุ่งยากมากในการต่อรถไฟ (ดีที่เดี๋ยวนี้มีทางออกที่เชื่อมต่อกันโดยตรงซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องอ่านป้ายเพื่อหาทางออกให้ถูก)เพื่อไปยังสถานีชินมะทซึดะ 新松田:しんまつだ เพื่อต่อรถไฟที่สถานีมะทซึดะ 松田:まつだ (อันเป็นสถานีของเจอาร์ สถานีรถไฟของญี่ปุ่น มักจะมีชื่อที่ใกล้ๆกัน เช่น ชินมะทซึดะกับมะทซึดะ แล้วแต่ว่าใครมาตั้งสถานีก่อนหลัง ชินแปลว่าใหม่ครับ) ไปยังสถานีโกะเท็นบะ ที่ต้องต่อรถไฟถึงสามต่อ ก็เพื่อจะให้ได้ค่าเดินทางที่ถูกที่สุดน่ะครับ ประมาณว่าอยากลองว่าจะได้ถูกที่สุดแค่ไหน แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือต้องต่อรถไฟหลายต่อ ทำให้เสียเวลา และเสี่ยงที่จะตกรถไฟ เพราะว่าจากมะทซึดะไปยังโกะเท็นบะนั้น เป็นรถไฟสายท้องถิ่น บวกกับที่ยังเป็นวันธรรมดาอีกด้วย รถไฟมีแค่ชั่วโมงละเที่ยวเท่านั้น ถ้าพลาดไปล่ะก็ แผนทุกอย่างพังพินาศหมดเลยล่ะครับ (ไม่อยากเสียเงินก็ต่อแลกมาด้วยความยุ่งยาก อย่างนี้ล่ะครับ มาคิดได้ตอนหลังว่าเสียเงินเพิ่มอีกหน่อย ดีกว่าแยะเลย) ที่สถานีชินมะทซึดะก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ประกอบกับเป็นเวลาเที่ยงด้วย เลยแวะกินนิคุโซบะที่ร้านโซบะที่ตั้งอยู่หน้าสถานีพอดีเป็นข้าวเที่ยง แล้วแวะคอมบินี่หาซื้อขนมปังตุนไว้เป็นอาหารยามฉุกเฉิน เพราะดูจากเวลาแล้วคงไม่มีเวลาพอที่จะไปหาซื้อที่อื่นได้อีกแล้ว (ได้ยินมาว่าถ้าไปซื้อเอาที่ฟูจิแล้วละก็จะแพงกว่ามาก) เมื่อถึงสถานีโกะเท็นบะ ก็ใกล้เวลาของรถบัสที่จะออก แล้วก็รีบไปที่ป้ายรถ(ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ใกล้ ที่ไหนได้ลงจากสถานีปุ๊ปก็เจอเลย) ซื้อตั๋วรถบัสขาเดียว ¥1,500 (ตั๋วไปกลับถูกครับ แต่ผมอยากลองขึ้นลงคนละทาง จากทางขึ้นที่มีอยู่ทั้งหมดสี่ทาง) มีทั้งฝรั่ง ทั้งญี่ปุ่นมาต่อแถวรออยู่แล้ว ที่ดูแล้วตกใจคือแหม่มสองคน(คนฝรั่งเศสมั่ง) นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุด ถือถุงพลาสติกกับแผนที่ฟูจิ (ในใจก็คิดว่า ด้วยเสื้อผ้าแบบนี้จะไปฟูจิจริงๆหรือ จะรอดไหมเนี่ย)
ป้ายรถหมายเลขสามของบริษัทฟูจิคิว 富士急:ふじきゅう
รถบัสจะไปส่งถึงชั้นที่ห้าของความสูงในทางเข้าซุบาชิริ ในตอนที่นั่งรถบัสอยู่นั้นก็ผ่านไปเจออุบัติเหตุพอดี เป็นมอไซด์ชนประสานงานกับรถเก๋ง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก คนขับมอไซค์แค่ยืนงงๆ แต่ล้อหน้าบิดไปเสียครึ่ง รถเก๋งกระโปรงหน้าด้านขวายุบหายไป (ดีที่เป็นวันธรรมดา รถไม่ได้เยอะ ไม่งั้นเสียเวลานานแน่ แต่ในใจก็คิดว่าออกแล้ว เจอของดีตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นเลย ใจคอเริ่มไม่ค่อยดี) คนขับรถเมล์ก็แสนจะใจดี จะเข้าโค้งแต่ละทีก็จะบอกอย่างละเอียด รายงานสภาพอากาศด้วย(ตอนแรกได้ยินว่ามีหมอกหนาลง ทัศนวิสัยไม่ถึงสิบเมตร ใจคอก็ไม่ค่อยดีแล้ว) รถบัสนั้นกลางทางจะต้องปิดแอร์เพื่อให้รถมีแรงพอที่จะขึ้นเขาได้ แต่ก็ไม่รู้สึกร้อน เพราะว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว และค่อยๆลึกเข้าไปในกลางป่าเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะผ่านฐานของกองกำลังป้องกันตัวเองของญี่ปุ่น 自衛隊:じえいたい ที่ตั้งอยู่รอบๆ
ใช้เวลานั่งรถบัสอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ก็มาถึงชั้นที่ 5 ใหม่ 新五合目:しんごごうめ ของทางเข้าซุบาชิริอันเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นฟูจิซังในครั้งนี้ พอลงจากรถ สิ่งแรกที่เห็นคือแถวคนรอรถเพื่อจะกลับลงไป ที่รอต่อกันยาวพอสมควร ต่อไปคือห้องน้ำที่ต้องเสียค่าเข้าครั้งละ ¥200 (ต้องหยอดลงกล่องหรือกระป๋องตามคำร่ำลือ) ที่ทางเข้านี้ถึงแม้จะไม่มีศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่แต่จะมีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล (สภาพอากาศ สภาพภูเขา ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว)และแจกเอกสาร(แผนที่)อยู่ หากยังไม่มีแผนที่หรือข้อสงสัยอะไร อย่าลืมใช้บริการกัน (ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ครับ เพราะเห็นมีแต่ฝรั่งถาม) สภาพอากาศก็ครึ้มๆ ดูๆแล้วฝนไม่น่าจะตก แต่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับข้างล่างที่แดดจ้า ร้อนตับเแลบ(ถึงตอนนี้ผมใส่เสื้อแจ๊กเก็ตกันลมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
ภาพทางขึ้นในด้านซุบาชิริครับ เล็กกว่าที่คิดไว้มาก ร้านค้าก็มีตั้งอยู่สี่ห้าร้านเอง ขายแต่น้ำกับอาหาร ผิดกับทางขึ้นในด้านโยชิดะที่เคยเห็นในทีวี มีร้านใหญ่มากๆ มีทุกอย่างขายหมด ไปรษณีย์ ห้องอาบน้ำยังมีเลย สิ่งที่ควรซื้อติดตัวไว้อย่างยิ่ง แต่ผมทะลึ่งไม่ได้ซื้อไว้คือ ไม้เท้าหกเหลี่ยม 金剛杖:こんごうづえ
ในภาพเป็นไม้เท้าหกเหลี่ยมที่ตั้งขายอยู่มีทัั้งขนาดเล็ก 小 กลาง 中 และใหญ่ 大 (ให้เลือกเหมาะกับความสูง ความถนัดในการใช้ ขนาดสำหรับเด็กก็มีขายในบ้างที่) นอกจากช่วยในพยุงตัวการเดินแล้ว ยังเป็นของสะสมอีกด้วยน่ะครับ เพราะว่าในบ้านพักหรือร้านค้าที่ชั้นความสูงต่างๆจะมีการประทับตราเผาที่ระลึก 焼印:やきいん ว่าได้มาถึงที่นั้นๆแล้ว (ครั้งหนึ่งก็ ¥200 ) ยิ่งมีมากก็แสดงว่ามาหลายครั้ง และขึ้นจากทางขึ้นหลายๆทางแล้ว อีกอย่างคือ เมื่อซื้อจากที่ไหนมักจะมีตราประทับของที่นั้น ประทับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว (ผมแนะนำอย่างแรงว่าควรจะซื้อไว้ตั้งแต่เริ่มเลย อาจจะเหมือนว่าเกะกะในการถือบ้าง แต่หลังๆมันจะช่วยให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งครัรบ ไอ้ผมเห็นว่าเกะกะเลยไม่ได้ซื้อ คิดผิดอย่างแรง)
ในตอนแรกๆอาจจะยังไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อยิ่งปีนขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว ร่างกายเริ่มล้ามากขึ้นเรื่อย ตอนนั้นแหละครับที่รู้ว่าจำเป็นแค่ไหน นอกจากไม้เท้าแล้ว เครื่องดื่ม อาหารว่างติดตัว หรือ ใครยังไม่ได้กินข้าวเช้าหรือเที่ยง แนะนำให้จัดการเสียให้เสร็จที่นี้ครับ เพราะว่ากว่าจะไปถึงในชั้นต่อไปก็ใช้เวลาพอสมควร บวกกับราคาที่แพงขึ้นตามความสูงด้วย)
ผมเริ่มเดินขึ้นในราวประมาณ 14:30น.
อันเป็นป้ายแสดงแผนที่เส้นทางเดินขึ้นฟูจิ แสดงทั้งทางขาขึ้นและขาลง บอกเวลาที่ใช้ในแต่ละช่วงด้วย แต่ว่าเวลานี้เป็นเวลาเฉลี่ยคร่าวๆ สำหรับคนญี่ปุ่นทั่วไป ที่ไม่รวมเวลาพักด้วยน่ะครับ จริงๆแล้วสำหรับคนต่างชาติที่ไม่่ค่อยได้เดินเหมือนคนญี่ปุ่นแล้วล่ะก็คูณไปอีกสักเท่าหรือครึ่งเท่าน่าจะได้ (ในบางช่วงทางขาขึ้นและขาลง จะใช้ทางร่วมกันบ้างหรือแยกกันไปคนละทางบ้าง ต้องระวังน่ะครับ นอกจากเสียเวลาแล้วยังอันตรายอีกด้วย เพราะทางขาลงนั้นจะชันมากกว่า และไม่ได้ทำเพื่อเดินขึ้น ลื่นง่ายมาก อันนี้ผมหลงมาแล้ว ระหว่างทางชั้นที่ 7 กับ 8)
จากนี้ผมจะขอเขียน(บวกกับแทรกรูปประกอบ) ตามที่ได้เดินในแต่ละชั้นความสูงตามลำดับไปน่ะครับ
- ชั้นที่ 5 五合目:ごごうめ(ความสูง 1,950 m) 〜 ชั้นที่ 6 六合目:ろくごうめ(ความสูง 2,400 m) ทางขึ้นในช่วงแรกสุดนี้ 2ข้างทางนั้นยังมีสภาพเป็นป่าอยู่น่ะครับ ในระดับความสูงมากกว่านี้จะเป็นสภาพเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆเท่านั้น เพราะว่าอากาศที่หนาวเย็น ลมแรง ความสูงที่มากขึ้น (ทางเข้าซุริบาชินั้นเมื่อเทียบกับทางเข้าอื่นเช่นทางเข้าด้านโยชิดะ นั้นจะมีความสูงที่ตำ่กว่า ทำให้สภาพภูมิประเทศต่างกัน ยังเป็นระดับความสูงที่ต้นไม้ยืนต้นสูงอยู่ แต่มีข้อเสียที่คือต้องเดินด้านระดับความต่างของความสูงที่มากขึ้น)
ในภาพเป็นศาลเจ้าโคมิทาเคะ 古御岳神社:こみたけじんじゃ ไว้ขอพรในเดินทางโดยสวัสดิภาพ อยู่ไม่ห่างจากทางเข้านัก (เพื่อเป็นขวัญกำลังใจก็แวะสักการะ)
สภาพทางด้าน และสองข้างทางในระหว่างทางในช่วงแรกๆ ที่ยังเป็นป่ารก มีไม้ยืนต้นสูงอยู่มาก ในรูปจะสังเกตุเห็นแท่งเหล็กแล้วมีเชือกร้อยผ่านปักอยู่ เป็นสัญญลักษณ์ให้รู้ว่าเป็นทางเดินขาขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จนถึงยอดเขา รวมทั้งใช้จำกัดช่องทางเดินด้วย สำคัญครับ อย่าลืมดูประกอบกับป้ายต่างๆ ให้แน่ใจ ก่อนเลือกทางเดิน
หลังจากพ้นพีื้นที่ป่า(ที่เดินค่อนข้างง่าย) จะกลายเป็นทางเดินที่เป็นหินกรวดภูเขาไฟเล็กๆ จะลื่นและเดินได้ลำบากขึ้น แล้วยิ่งเดินสูงขึ้นไปเรื่อย ทางเดินก็จะมีหินขนาดใหญ่เล็กปะปนกันมากขึ้น ยิ่งเดินลำบากขึ้น ประกอบปริมาณออกซิเจนในอากาศยิ่งเจือจางขึ้น ให้หยุดพัก ถี่ขึ้นเรื่อยๆ อยากไปฝืน เพราะว่าถ้าเป็นโรคแพ้ความสูงขึ้นมาแล้วได้แต่เดินลงสถานเดียว
ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางต่างๆ ที่บอกทิศทาง เวลาที่เหลือ ชื่อสถานที่ ไว้เป็นช่วงๆ ในชั้นความสูงแรกๆนั้น จะมีให้เห็นค่อนข้างถี่ แต่พอสูงขึ้นจะห่างเรื่อยๆ จนแทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นให้ดูให้ดี อีกอย่างวิธีการดูป้ายที่ควรรู้คือ ส่วนล่างที่จะทาสีต่างๆไว้ ด้านซ้ายจะเขียนบอกให้รู้เป็นทางขึ้นด้านไหน (หรือดูได้จากสี เช่นสีแดงเป็นทางขึ้นด้านซุบาชิริเป็นต้น) ด้านขวาล่างจะบอกว่าเป็นป้ายลำดับเท่าไหร่ เช่น S-003 มีประโยชน์ในตอนขอความช่วยเหลือ ช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าอยู่ที่ตำแหน่งใด ให้ดูและจำไว้น่ะครับ จะปลอดภัยที่สุด (ป้ายนี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น 環境省:かんきょうしょう ทำไว้น่ะครับ ตอนแรกดูตัวย่อแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะว่าผมดูยังไงมันก็อ่านว่าโมเอะ ^_^ MOE : Ministry Of Environment )

ภาพนี้เป็นลูกศรแสดงทิศให้รู้ว่าทางไหนเป็นทางเดินทางขึ้น 登山道:とざんどう และเป็นทางขึ้นในด้านไหน ไม้เล็กข้างล่างจะเขียนไว้ด้วยข้อความปลอบใจ ให้กำลังใจต่างๆน่ะครับ (ส่วนน้องกระต่ายนั้นมาจากไหนไม่รู้ เห็นที่ป้ายนี้ป้ายเดียว ถูกตอกตะปูยึดไว้อย่างดี ไม่ใช่แค่เอามาวางไว้เฉยๆ)

โดยเฉพาะประกาศเตือนต่างๆ เช่นป้ายระวังหินตก 落石注意:らくせきちょうい ถ้าเห็นป้ายนี้แล้วให้รีบเดินไปให้พ้น อย่าไปหยุดพักในบริเวณนั้น เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายจากหินตกสูง ถ้ามีลมพัดแรง และป้ายห้ามเข้า 立入禁止 :たちいりきんし หรือป้ายห้ามผ่าน 通行止め:つうこうとめ เป็นต้น

ภาพนี้จะให้คนเดินลงในทางขาลง 下山道:げざんどう ค่อนข้างชันพอดูทีเดียว รอบข้างก็ไม่มีอะไรให้ยึดให้เหนี่ยวด้วย คิดแล้วเสียวเล็กๆ
หลังจากเดินมาได้ราวชั่วโมงกับอีกยี่สิบนาที ผมก็มาถึงจุดที่พักแรกในเส้นทางเดินด้านซุบาชิริ นากาตะซันโซว 長田山荘:ながたさんそう (ก่อนถึงจะเห็นธงปลาคาร์ฟโบกแต่ไกลๆ) จะแวะเข้าไปนอนพักข้างในก็ได้ แต่เสียเงิน(ชั่วโมงละพันเยนได้)น่ะครับ ถ้านั่งข้างนอกก็ฟรีครับ ใครอยากจะหาอะไรลองท้องก็ได้น่ะครับ มีตั้งแต่ไข่ต้ม ゆで卵 (1ฟอง¥100) กล้วย バナナ(1ลูก¥100) ซุปมิโซะ みそ汁(1แก้ว¥200) น้ำหรือเครื่องดื่มต่างๆ(¥400ขึ้นไป) แนะนำให้สั่งไข่ต้มที่มาพร้อมเกลือ กินรองท้องพร้อมเพิ่มปริมาณเกลือรักษาสมดุลย์ ถ้าหนาวก็ซุปมิโซะโลด ผมก็ไม่ได้สั่งอีก ดันไปซื้อในชั้นที่สูงกว่า แพงขึ้นครับ
- ชั้นที่ 6(ความสูง 2,000 m) 〜 ชั้นที่ 6 เดิม 本六合目:ほんろくごうめ (ความสูง 2,700 m) ชั้นที่ 6 กับชั้นที่ 6 เดิมนั้น ต่างกันตรงที่ชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ แยกจากชั้นที่ 6 เดิมที่ีมีระยะห่างระหว่างชั้นยาวเกินไป สร้างที่พักใหม่ สร้างรายได้ใหม่ด้วยนั่นเอง
อย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น ยิ่งขึ้นสูงต้นไม้ยิ่งไม่มี มีแต่พุ่มไม้ แต่ก็ยังมีดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ให้ได้ดู ให้ชื่นหัวใจ
จากรูปจะเห็นว่าเมื่อมาถึงที่ชั้นนี่แล้วจะอยู่เหนือเมฆที่อยู่เตี้ยๆแล้ว
หลังจากที่เดินเรื่อยๆ อีกประมาณ 40 นาที(หลังจากเดินๆพักๆ ด้วยจำนวนครั้งที่มากขึ้น) ก็จะมาถึงชั้นที่ 6 เดิมอันเป็นที่ตั้งของเซโตะกัน 瀬戸館:せとかん คราวนี้ไม่มีต้นไม้มาบัง แล้ว จะสามารถเห็นได้ตั้งแต่อยู่ไกล(ให้ความหวังว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว) แต่ที่แจ้งให้รู้ว่าใกล้จะถึงแล้วจริงคือกลิ่นครับ(กลิ่นห้องน้ำครับ) พอมาถึงแล้วก็พบว่าน้ำที่พกมาหมดลงแล้ว หักใจซื้อเครื่องดื่มน้ำเกลือแร่ 500ml ไป 1ขวด ในราคามิตรภาพ ¥400
พอดีเมื่อมาถึงแดดเริ่มกลับมา เมฆก็ถูกพัดไปด้านอื่น ทำให้เห็นยอดของฟูจิเป็นครั้งแรก ระหว่างที่นั่งพัก มาถึงความสูงระดับนี้แล้วพักนานไม่ได้น่ะครับ ความร้อนี่เกิดจากการเดิน ถูกอากาศที่เย็นทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว ไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องรีบออกเดินต่อ เนื่องจากคำนวนจากเวลาที่ใช้เดินจริงแล้วช้ากว่าเวลาที่กะไว้ค่อนข้างมาก ทำให้ที่พักที่จองไว้เช็คอินสายไปมาก ปกติแล้วที่พักในชั้นความสูงต่างๆจะเช็คอินกันประมาณหกโมงเย็น(ผมจองไว้ที่ชั้นที่ 8 下江戸屋 อุตส่าห์บอกว่าจะเช็คอินสายหน่อยประมาณทุ่มหนึ่ง ไม่รู้ทันป่ะ) กินข้าวเย็น แล้วนอนเพื่อเตรียมตัวตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าเกิดไปสายแล้วชาวบ้านนอนกันหมดแล้วจะถูกโกรธเอา หรือเผลอๆไม่ให้เช็คอินด้วย(กลัว)
- ชั้นที่ 6 เดิม(ความสูง 2,700 m) 〜 ชั้นที่ 7 七合目:ななごうめ(ความสูง 3,090 m)
พอผ่านชั้นที่ 7 แล้ว ผู้คนที่ปีนขึ้น(นำหน้าและตามหลัง)ก็บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะว่าค่อนข้างเป็นเวลาเย็นแล้ว หรือ ถึงเขตที่พักที่พอที่จะเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็รีบพากันไปพักเพื่อเก็บเอาแรงไว้นั้นเอง
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ใช้เวลาในการเดินห่างมากที่สุด ในแผนที่จะให้เวลาประมาณ 80 นาทีทีเดียว นอกจากที่ทางจะมีความลาดชันมากชันแล้ว ทางเดินก็เป็นหินกรวดภูเขาไฟที่เล็ก ละเอียดๆ พอเหยียบจะก้าวขี้นไปแต่ละก้าวนั้น รู้สึกว่าลื่น ทรงตัวได้ไม่มั่นคง (ตอนนี้แหละครับเป็นเวลาที่ต้องการไม้เท้ามาช่วยค้ำ ประคองตัวขึ้นไป แต่ว่าผมไม่มี เซ็งไปเลย) ถึงตอนนี้แล้วผมแทบจะพักทุกๆ 5นาทีเลย เพราะเมื่อขึ้นไปได้นิดหน่อยหัวใจมันเต้นแรงมากๆ หอบแห่กๆอย่างกับวิ่งมาเป็นกิโลๆ
สภาพทางเดินขึ้นในช่วงนี้ สังเกตุได้ว่าจะแทบไม่มีต้นไม้และพุ่มไม้ขึ้นเลย
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีพุ่มดอกไม้เล็กๆขึ้น(ไม่รู้จักชื่อหรอกครับ) เห็นแล้วชวนให้คิดถึงพลังแห่งการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวยเลย
ลองมาดูรูปร่างของเมฆในรูปนี้กันดู เห็นเหมือนที่ผมเหมือนหรือเปล่า ผมเห็นไปรูปจิ้งจอกสองตัวกำลังวิ่งแข่งกัน
และแล้วก็มาถึงที่ชั้นที่ 7 ไทโยกัน 太陽館:たいようがん แต่พอดูเวลาแล้ว ไม่ได้พักเลย แค่เอาเสื้อดาวน์กับถุงมือออกมาใส่ แล้วออกเดินต่อไปทันที (เช่นเดียวกันพอใกล้ก็จะได้กลิ่นห้องน้ำมาแต่ไกล)
- ชั้นที่ 7(ความสูง 3,090 m) 〜 ชั้นที่ 7 เดิม 本七合目:ほんななごうめ(ความสูง 3,200 m)
อย่างที่ผมเขียนไว้แต่แรกน่ะครับ ว่าผมหลงไปใช้ทางเดินลง ไปเดินขึ้นทำให้เสียเวลาไปราว 15นาที ทำให้ผมไม่มีเวลา แรงและอารมณ์เหลือพอจะถ่ายรูปในช่วงนี้แล้วล่ะครับ เพราะยังต้องเดินอีกถึงสองช่วงกว่าจะถึงจุดมุ่งหมาย(ที่พัก)ในชั้นที่ 8
เดินไปราวอีกหนึ่งชั่วโมง (ถึงตอนนี้แล้วเดินไปทุกๆ 2นาที ต้องหยุดพัก ไม่งั้นจะขาดใจตายเอา) ก็ไปถึงมิฮาราชิกัน 見晴館 ที่ความสูง 3,200m เวลาหยุดพักก็ไม่มีเพราะเริ่มจะมืด เวลาก็ปาไปหกโมงครึ่งแล้วด้วย ได้แต่เอาเฮดไลท์ออกจากเป้มาใส่เข้ากับหมวก เพื่อเดินต่อไป
- ชั้นที่ 7 เดิม(ความสูง 3,200 m) 〜 ชั้นที่ 8 八合目:はちごうめ(ความสูง 3,350 m)
เมื่อออกเดินจากมิฮาราชิกัน รอบข้างก็มืดลงอย่างรวดเร็วมากครับ ไม่เห็นทั้งคนนำหน้าและตามหลัง (ในใจหวั่นๆ อยู่เหมือนกันเมื่อคิดว่าถ้าตัวเองไปเกิดเป็นอะไรไปกลางทาง รู้เงี้ยมาให้เช้ากว่านี้ ไม่ก็จองที่พักในชั้นที่ต่ำกว่านี้ หรือไม่ก็หาคนมาด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า) ใช้เวลาอีกประมาณ 50 นาที ด้วยการค่อยเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้หลงทาง และ พักไปช่วงเพื่อไม่ให้ร่างกายน๊อคไปจากการขาดออกซิเจน
ดูเอาเองครับว่ามันมืดแค่ไหนแล้วเมื่อไปถึง (ผมไปถึงราวทุ่มยี่สิบนาที สายไปกว่าที่บอกตอนโทรจองไปราวยี่สิบนาที) พอเดินทีละก้าวทีละก้าวในความมืดคนเดียว ความรู้สึกอันเปลี่ยวร้าง(หรือเปล่า) ที่ทำให้รู้สึกถึงว่าตัวเองช่างเล็ก ไร้พลังกำลังสิ้นดี เมื่อเทียบกับธรรมชาติ..........
- ชิตะเอะโดะยะ 下江戸屋:したえどや อย่างที่ผมเคยเขียนไว้น่ะครับ ที่นี้เคยเป็นที่ประทับค้างแรมของมงกุฏราชกุมารญี่ปุ่น ครั้นคราวเยือนฟูจิซัง โดยมีรูปถ่ายประดับติดไว้ แต่สำหรับผมแล้วที่นี้มันเป็นคืนที่เลวร้ายและแสนยาวนานทีเดียว (ต้องขออภัยไว้ด้วยที่ไม่มีรูปเลย เนื่องจากผมไปถึงเป็นเวลากลางคืนแล้ว แขกคนอื่นบางคนนอนไปเรียบร้อยแล้ว จะถ่ายรูปก็กระไรอยู่ ได้เขียนแต่อธิบายเท่านั้น)
เมื่อไปถึง ก็ตกใจเล็กๆเนื่องจากจำนวนคนที่มาพักค่อนข้างมากกว่าที่คิด(ตอนแรกคิดว่าจะหมดฤดูของการปีนแล้วคนน่าจะน้อย ที่ไหนได้ก่อนจะเลิกต่างหากที่เค้าจะแห่กันมาก โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์) พอไปถึงก็เดินเรื่องเช็คอิน ถึงได้รับการยืนยันว่าวันนี้คนขึ้นมาเยอะมาก ถ้าหากต้องการจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นควรออกไปตั้งแต่ตีหนึ่งหรือตีหนึ่งครึ่ง เพื่อตีแถวพากันขึ้นไปที่ยอด ให้ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้น(ประมาณตีห้า) จากนั้นจ่ายเงินค่าที่พัก ¥6,500 (รวมข้าวเย็นที่เป็นราดแกงกระหรี่ หรือถ้าจะจ่ายค่าที่พักเปล่าๆ ¥5,500 แล้วไปสั่งเมนูอื่นก็ได้น่ะครับ ราคาไม่แตกต่างเท่าไหร่)
หลังจากเสร็จจากข้าวเย็น ก็ได้รับการนำไปสู่ที่นอนซึ่งเป็นห้องเล็กๆ(เรียกว่าคอกจะดีกว่า กว้างยาวประมาณด้านละประมาณ 2 เมตร)ที่มีหมอนอยู่ 4ใบ(นั้นหมายถึงปกติแล้วจะพักกันได้สี่คนเป็นหลัก) พร้อมกับชุดที่นอนผ้าห่มที่ปูไว้แล้ว(อุ่นดีจริงๆ จนร้อนเลย) แต่จริงๆแล้วนอนกันแค่ 3คน คือ ผมกับพ่อลูกชายคู่หนึ่ง เพื่อให้ตื่นได้ตอนตีหนึ่ง ผมเลยรีบเข้านอนก่อนคนอื่นที่ร่วมห้อง(ประมาณสองทุ่ม) ในใจก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงนอนไม่ค่อยหลับแน่ เพราะปกติผมนอนประมาณเที่ยงคืนทุกวัน ถึงเหนื่อยแค่ไหนก็คงนอนไม่หลับแน่ แต่ทุกอย่างมันเลวร้ายไปกว่าที่คิดอีกมาก เริ่มจากเสียงประตูเลื่อนบ้านพักที่เสียงดังมากเวลาเปิดปิด แขกมาเช็คอินครบแล้ว แต่ว่าคนที่ปีนขึ้นในเวลากลางคืนเปิดเข้ามาเพื่อพักชั่วคราว หรือซื้อของยังมีมาเป็นพักๆเรื่อยๆ
เมื่อรู้ตัวแล้วนอนไม่หลับแล้ว ได้แต่บอกตัวเองว่าหลับตา ผ่อนคลายให้ร่างกายได้พักผ่อนได้มากที่สุดเท่าที่เวลามีอยู่ แต่พอผ่านไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอาการปวดหัวตึ๊บๆ ตอนแรกคิดว่าแค่ร่างกายรู้สึกร้อนกับหนาวสลับกันทำให้เกิด แต่นอนคิดดูอีกทีอาจเป็นเพราะขาดออกซิเจน (อยู่ภายในห้องที่เล็ก แล้วยังนอนกันสามคน แย่งออกซิเจนกันหายใจ) จนทำให้เป็นโรคแพ้ความสูงก็เป็นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปความปวดยิ่งเพิ่มขึ้นพร้อมกับอาการพะอึดพะอม(อยากจะอาเจียน) สุดท้ายประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ตัดสินใจลุกขึ้นออกจากที่นอน มานั่งข้างนอกและซื้อน้ำแร่กับออกซิเจนกระป๋องมาใช้ (ตอนแรกว่าจะไม่ใช้ออกซิเจน เพื่อให้ได้ชื่อว่า 単独無酸素 เสียหน่อย) ในใจคิดว่าถ้าใช้ออกซิเจนกระป๋องแล้วอาการปวดหัวไม่ดีขึ้น ก็จะเดินลงทันที เพราะไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งหรือไปเป็นภาระให้ชาวบ้านเอาลง
ในตอนนั้นแขกคนอื่นๆ ทะยอยลุกและเริ่มออกเดินทางไปบ้างแล้วก็มี หลังจากใช้ออกซิเจนกระป๋องแล้วอาการคล้ายๆจะดีขึ้น ยิ่งได้กินขนมปังกับน้ำอย่างเต็มที่แล้ว(แบบไม่คำนึงถึงราคาแล้วในตอนนี้) ก็รู้สึกว่ายังพอจะไปไหว(มั่ง) พอดีข้างนอกมีฝนตกนิดๆ เลยถือโอกาสที่ควานหาชุดกันฝน จัดของในเป้เสียใหม่ให้เรียบร้อย เพราะนอกจากของที่ติดตัวมาแต่แรก แล้วยังเพิ่มของที่ซื้อมาระหว่างเดินขึ้นมาและขยะอีกด้วย(อย่างที่เคยเขียนน่ะครับ บนฟูจินั้นไม่มีถังขยะเลย ขยะทุกอย่างต้องเอากลับไปทิ้งเอง เพราะฉะนั้นก่อนซื้อควรคิดถึงเรื่องขยะด้วย) ค่อนข้างจะพะรุงพะรังขึ้นมามากด้วย
ก่อนออกเดินทางก็ขอไปทำธุระส่วนตัวก่อน(สำหรับแขกที่พัก ค่าใช้บริการแค่ครั้งละ¥100 นอกนั้น ¥200) พูดถึงห้องน้ำ ก็ขอเล่านิดหนึ่ง ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าในห้องน้ำนั้น มีน้ำเตรียมไว้ให้ใช้ แต่ไม่ได้มาจากก๊อกน้ำครับ มีแต่ที่ต้องกดแช่แล้วน้ำถึงจะไหลออกมาเป็นสายเล็กๆอย่างช้ามากๆ (เอามาดื่มก็ไม่ได้เพราะเป็นน้ำฝนที่ไม่ได้กรองหรือต้มเลย) เครื่องสุขภัณฑ์เป็นแบบไบโอทอยเลต(ห้องน้ำในที่พักตามชั้นต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้ระบบนี้) เป็นระบบหมุนเวียนของเหลวมาใช้ในการทำความสะอาดหลังจากใช้น่ะครับ บริเวณและรอบๆสะอาดเป็นระเบียบดีน่ะครับ แต่ว่าน้ำที่ออกมาทำความสะอาดนั้น สีแย่มากครับ ออกสีโคลนและมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรงที่เดียว (ก่อนเข้าก็ทำใจไว้ซักเล็กน้อย น่าจะดีน่ะครับ สำหรับคนที่ค่อนข้างแคร์เรื่องห้องน้ำ)
- ชั้นที่ 8(ความสูง 3,350 m) 〜 ชั้นที่ 8 เดิม 本八合目:ほんはちごうめ(ความสูง 3,400 m)
ราวตีหนึ่งครึ่ง หลังจากใส่ชุดกันฝน ติดเฮดไลท์กับหมวก ซื้อน้ำตุนไว้อีกขวด ผมก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง(แม้นว่าหัวยังคงปวดตึ้บๆอยู่) พอออกไปก็พบกับแถวดวงไฟจากเฮดไลท์และไฟฉายที่เรียงรายซ้ายขวาเป็นแถวยาวไปยังยอดเขา(เป็นภาพที่คล้ายกับได้เคยดูจากสารคดีเกี่ยวกับการแสวงบุญในทีวี)
ในช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่สั้นที่สุดน่ะครับ แต่ด้วยจำนวนคนที่ทะยอยขึ้นมาสมทบจากชั้นล่างๆ ทำให้การจราจรติดขัด และออกซิเจนที่น้อยอยู่แล้ว ต้องมาแย่งกันหายใจกับคนอีกมากมาย ทำให้ผมต้องเดินนาทีพักนาทีเลยล่ะครับ(บางครั้งก็ต้องนั่งลงแล้วเอาออกซิเจนมาใช้) เส้นทางเดินขึ้นก็ชันมากๆ เรียกว่าต้องปีนครึ่งเดินครึ่ง (เห็นว่าฝากสัมภาระไว้ที่บ้านพักได้ สำหรับคนที่จะกลับลงเส้นทางเดิม แต่ผมจะไม่กลับเส้นทางเดิม)
ชั้นที่ 8 เดิมนั้นเป็นที่ตั้งของบ้านพัก โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ถึงสามหลัง (เป็นสถานที่ที่พักได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะว่าเป็นจุดที่พักที่จุคนได้มาก ประกอบกับเป็นจุดบรรจบของทางขึ้นจากด้านซุบาชิริและด้านโยชิดะ) ทำให้มีคนมาพักที่ชั้นนี้มาก(เท่าที่สังเกตุ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทัวร์) พอผมไปถึง ก็ได้เวลาที่กลุ่มทัวร์จะออกเดินไปยอดเขาเหมือนกัน ทำให้คนมากจริงๆครับ (อย่างกับตลาดนัดบ้านเราเลย) อยากจะหยุดพักก็หยุดไม่ได้เพราะว่าไม่มีที่แม้นแต่จะให้ยืน ได้แต่จำใจกัดฟันเดินต่อแถวตามหลังกลุ่มทัวร์ไป
- ชั้นที่ 8 เดิม (ความสูง 3,400 m) 〜 ชั้นที่ 8 ครึ่ง 八合目五勺:はちごうめごしゃく(ความสูง 3,450 m)
จากชั้นที่ 8 เดิมเดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะถึงชั้นที่ 8 ครึ่งนี้เป็นที่ตั้งของบ้านพัก 御来光館:ごらいこうかん ที่พักแห่งสุดท้ายในทางขี้นสู่ยอดฟูจิในด้านทางขึ้นซุบาชิริและโยชิดะ(อีกด้านของทางขึ้นสู่ยอดฟูจินั้นจะเป็นทางขึ้นด้านฟูจิโนะมิยะและโกะเท็นบะ) จะพักหรือซื้อของเพิ่มเติมหรือเข้าห้องน้ำ ที่นี้ว่างกว่าชั้นที่ 8 เดิมมากครับ(แนะนำครับ)
- ชั้นที่ 8 ครึ่ง(ความสูง 3,450 m) 〜 ชั้นที่ 9 九合目:きゅうごうめ(ความสูง 3,570 m) 〜 ยอดเขา 頂上:ちょうじょう(ความสูง 3,600 m)
ในที่สุดก็เข้ามาถึงช่วงสุดท้ายของการขึ้นแล้วล่ะครับ ทางเดินขึ้นเพิ่มส่วนที่ต้องปีนขึ้นเป็นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แถมยังสูงและชันกว่าที่ผ่านๆมาอีกด้วย นอกจากนี้แล้วยังจะต้องมาต่อแถวเพื่อรอขึ้น(ปีน)เนื่องจากคนมากเหลือเกิน (แต่ผมว่าดีน่ะครับ เพราะสามารถรักษาจังหวะในการเดินและหยุดพักได้บ่อยจากการรอ)
ชั้นที่ 9 นั้นเป็นเพียงเสาโทริอิตั้งไว้ให้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นน่ะครับ ยิ่งขึ้นไปทางก็ถูกจำกัดให้แคบลงเรื่อยๆ จนเหลือทางให้แค่เพียงสองสามคนผ่านไปพร้อมกันเท่านั้น ระหว่างทางนอกจากจะได้ยินเสียงคร่ำครวญ(เช่น つらっ しんどっい ム〜リ) แล้ว ยังมีเสียงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เสียงหยอกล้อของกลุ่มที่มาด้วยกัน (ไอ้ผมแม้มาคนเดียว ก็พลอยแอบได้รับผลบุญไปด้วย)
เป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันน่ะครับที่พอยิ่งเดินขึ้นใกล้ยอดเข้าไปเท่าไหร่ อาการปวดหัวของผมก็น้อยลงไปเรื่อยๆ (อาจเป็นเพราะว่าแอนดินารีนที่หลั่งออกมา เมื่อเข้าร่างกายเข้าสู่ภาวะรันเนอร์ไฮก็เป็นได้) จนเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ผมก็มาถึงที่ยอดเขาจนได้ ระหว่างทางได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ที่คอยมาจัดระเบียบการขึ้นยอด ว่าวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตอนประมาณ 5:06 น.
ยังดีที่ยังพอหาที่นั่งรอดีๆ เพื่อจะดูและถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นได้ เพราะว่ายังคงต้องรออีกประมาณครึ่งชั่วโมง จึงนั่งพัก กินอาหารแท่งที่เหลือติดตัวมาให้หมดเพื่อรองท้อง และแล้วก็.......



.....(ไม่จำเป็นต้องบรรยายมั่งครับ)
ภาพนี้เป็นตอนที่ทุกคนกำลังรอพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ (และยังคงมีที่ทยอยขึ้นมาเรื่อยๆอีก)
ทันทีพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า ผมก็ได้ยินแต่เสียงชัตเตอร์ เห็นแต่แสงไฟแฟลช ตามด้วยภาพคนถ่ายรูปกัน ไฮทัชกัน โอบกอด แสดงความยินดีซึ่งกันและกัน (เป็นข้อเสียอีกอย่างหนึ่งที่มาคนเดียว)
ในภาพนี้เป็นหลักหินบอกถึงที่ตั้งของศาลเจ้า อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของยอดเขา
ภาพภายในศาลเจ้าครับ พร้อมกับเครื่องรางขจัดภัย 厄除御守:やくよけおまもりที่รับมา(นอกจากนั้นยังเสี่ยงจับมิคุจิ みくじ มา)
บนยอดนี้ร้านค้ามีหลายร้านมากครับ อาหาร น้ำ ของที่ระลึก ทุกอย่างมีขายหมดครับ (แต่ราคาก็แพงที่สุดด้วย)
อันนี้เป็นโปสการ์ดภาพที่ผมซื้อที่ยอดเขา(ไม่เห็นด้านหน้าง่ะ) แต่ที่อยากให้ดูที่ตราประทับมากกว่าเป็นตราประทับว่าได้มาถึงยอดฟูจิ พร้อมวันที่ด้วย จริงๆแล้วมีสามแบบ แต่ถ้าปั้มหมดไม่มีที่เขียนที่อยู่แน่ เลยขอแค่สอง (ปั้มฟรีครับ ลองหากันดูวางอยู่หน้าร้าน) ถ้ายังอยู่ภายในประมาณวันที่ 20 สิงหาล่ะก็ ไปรษณีย์ที่ทำการที่ยอดฟูจิ ยังเปิดทำการอยู่ จะได้ตราประทับจากไปรษณีย์ทีนี้ด้วย(ผมเอาลงกลับไปส่งที่ไปรษณีย์ในชั้นที่ 5 ของทางขึ้นด้านโยชิดะ)
รูปซ้ายแม้ไม่ใช่ตอนที่เพิ่งขึ้น แต่ก็สวยอีกแบบ แบบที่มีทุ่งเมฆประกอบฉาก (ตอนนี้เป็นวอลล์เปเปอร์หน้าจอคอมผมอยู่) รูปขวา:เป็นรูปปากทางเข้ายอดเขาฟูจิ
- เดินวนรอบปากปล่อง お鉢めぐり:おはちめぐり
เมื่อมาถึงยอดเขาฟูจิแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าจะจบน่ะครับ เพราะว่าที่ยอดนั้นยังมีทางให้เดินวนรอบเป็นวงกลมได้อีก ซึ่งในการเดินวนรอบนั้นจะใช้เวลาอีกราวชั่วโมงครึ่งถึง 2ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่มาดูสภาพร่างกายของผมให้ตอนนั้นแล้ว คงจะวนให้ครบรอบไม่ไหว จึงเลือกเอาแต่ที่จะไปยังเคนกะมิเนะ 剣ヶ峰:けんがみね ส่วนที่สูงที่สุดของยอดเขาฟูจิ แน่นอนครับที่เป็นที่ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย (ความสูง 3,775.63m) ซึ่งเดินไปประมาณแค่ครึ่งรอบเอง ในด้านตรงข้าม (แต่ก็ต้องเดินย้อนกลับมาทางเดินอีกนั้นแหละ)

สิ่งก่อสร้างที่อยู่บนยอดที่เห็นอยู่ลิบๆ นั้นแหละครับที่ตั้งของสถานีพยากรณ์อากาศพิเศษประจำภูเขาฟูจิ 富士山特別地域気象観測所 ซึ่งเป็นที่ตั้งของเคนกะมิเนะ

ซึ่งทางเดินวนรอบปากปล่องนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเรียบอยู่ในระดับเดียวกันหมด มีทั้งต้องเดินขึ้นต้องเดินลง(ทางขึ้นมีมากกว่า อย่างในรูปมีคนนอนกองอยู่ทางขวามือเห็นไหมครับ)


เป็นรูปภายในปล่องภูเขาไฟ ที่ผมพยายามลงไปให้ใกล้แล้วชะเงอลงไปถ่ายมา (ถ้าดูกันให้ดีด้านบนของผนังปากปล่องจะเหมือนมีภาพเขียนผนังถ้ำอยู่เลย ไม่รู้เห็นเหมือนที่ผมเห็นป่ะ)
ภาพนี้เป็นภาพเงาภูเขาฟูจิ 影富士:かげふじ จะเห็นได้เฉพาะที่ยอดเขาเท่านั้น เป็นภาพเงาของฟูจิที่ถูกส่องลงไปบนกลุ่มเมฆ สวยแปลกตาดี (ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก เห็นคนญี่ปุ่นทุกคนผ่านไปแล้วต้องยืนถ่าย ไปดูเลยเจอ)
ภาพขวาเป็นเคนกะมิเนะ จุดที่สูงที่สุดอยู่ใต้เสาหินน่ะครับ(ตัวอักษรสลักเสา อ่านว่า ยอดท่ีสูงที่สุดในญี่ปุ่น เคนกะมิเนะ 3,775.63m) ภาพซ้ายเป็นป้ายอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคนกะมิเนะในด้านการสำรวจครับ (กว่าจะได้ถ่ายรูปนี้ต้องต่อแถวรองนานกว่าคร่ึงชั่วโมง แถวยาวมาก แต่ละคนก็อยากถ่ายรูปคู่กับเสานี้)

ในภาพคือทางนี้เป็นทางอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปครับ เพราะว่าทางเดินขึ้นลงโหดร้ายมากครับ วนกลับทางเก่าดีกว่า แต่ถ้าได้ไปในด้านนี้แล้วจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า ไปรษณีย์(ที่ปิดทำการไปแล้ว) และร้านค้า
- ทางเดินขาลง 下山道:げざんどう
ผมเริ่มลงตอน 8โมงเช้า ด้วยความเหนื่อยและง่วง(ที่เลยพีคมาเรียบร้อยแล้ว) ทางลงแทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลยล่ะครับ ไม่แต่ทางลาดที่เวลาเดินลงแล้วลื่นง่าย แล้วยังทำให้เจ็บกล้ามเนื้อขาอีก (ด้วยเหตุนี้เองทำให้คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าขาลงลำบากกว่าขาขึ้นเสียอีก) ส่วนผมเคยมีประสบการ์ณแบบนี้มาแล้ว ตอนไปเนปาล เลยไม่พยายามวิ่งลงรวดเดียว ขยันหยุดพัก ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังปวดอยู่ดี
ถ้าเป็นในวันธรรมดาระหว่างช่วง10โมงถึงเที่ยง จะมีรถบลูโดเซอร์ที่ขนเอาของไปส่งให้กับบ้านพักในชั้นต่างๆ
ทางขาลงนั้น จะเป็นทางที่ไม่ตัดผ่านบ้านพักหรือผ่านแค่ที่สองที่เท่านั้น ฉะนั้นเรื่องอาหาร น้ำ รวมไปถึงห้องน้ำ ควรจะจัดการเสียให้เสร็จตั้งแต่บนยอดจะดีกว่าน่ะครับ (ถ้ากลับทางอย่างที่ผมกลับล่ะก็ ผ่านบ้านพักแค่ที่เดียวเองระหว่างทาง )
ประมาณเกือบเที่ยง ผมก็ลงมาถึงที่ชั้นที่ 5 เหมือนกับที่ดูในทีวีเลย คนแยะ ร้านเยอะ รถก็แยะ และยังเป็นสถานีขนส่งอีกด้วย(แน่นอนที่นี้เปผมมาที่นี้เพื่อขึ้นรถบัสด้วย) เป็นศูนย์กลางของการขึ้นฟูจิซังจริงๆ (สำหรับคนที่อยากมาแต่ไม่อยากลำบากมาก แนะนำให้มาทางนี้ครับ เรียกได้ว่าขอให้มีเงินมากหน่อย มาตัวเปล่าแล้วมาหาซื้อเอาที่นี้ก็ได้ครบน่ะครับ)
อันนี้เป็นที่ทำการไปรษณีย์ สามารถหาซื้อโปสการ์ด สแตมป์ที่ระลึกต่างๆ รวมทั้งมีตราประทับที่ระลึกวางไว้ให้ปั้มฟรีด้วย ด้านขวาเป็นโฆษณาขายชุดสแตมป์ที่ระลึกฟูจิซังน่ะครับ มีขายเฉพาะที่นี้(กับที่ยอดเขาตอนเปิดทำการ)เท่านั้น ใครสะสมก็อยากพลาด(2ชุด ชุดละ¥2,500)
ถ้าใครไม่อยากจะเดินมากสักเท่าไหร่ ลองใช้บริการม้านั่งขี้นไปก็ได้น่ะครับ นั่งบนหลังม้าไปได้ถึงชั้นที่ 7(เที่ยวละ ¥14,00) และยังมีรถเทียมม้าให้เลือกอีก(แต่ผมไม่รู้รายละเอียดอ่ะ)

ในภาพเป็นไม้เท้าหกเหลี่ยนมที่ผมแนะนำให้ซื้อน่ะครับ กองเป็นตั้งๆ ที่นี้ขายพร้อมธงและกระดิ่งด้วยน่ะครับ แปลกดี ที่อื่นที่ผมผ่านมาไม่มี
เข้ามาทางประตูตรงไปรษณีย์ เดินเข้าไปด้านในสุดจะเจอศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวภูเขาฟูจิ ถ้าอยากได้ข้อมูลและเอกสารต่างๆก็มาขอได้ที่นี้
ถ้าได้เข้ามาในศูนย์อาหารถัดจากไปรษณีย์เข้ามา จะเป็นที่ขายฟูจิซังเมลอนปัง 富士山めろんぱん (ขนมปังเมลอนที่มีรูปร่างเป็นภูเขาฟูจิ) อันโด่งดัง แต่ต้องระวังเรื่องเวลาที่ไปซื้อด้วยน่ะครับ เพราะเค้าเปิดขายเป็นรอบๆ ต้องรอต่อแถวซื้อสถานเดียว (ผมไปก็ยังไม่ถึงเวลาขาย อดกินตามระเบียบ)
ในภาพเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับนักท่องเที่ยวครับ มีทั้งที่ให้นั่งพัก ห้องน้ำ(ฟรี) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ห้องจัดนิทรรศการข้อมูลเกี่ยวกับฟูจิต่างๆ ถ้ามีเวลาลองเข้าไปเช็คดูน่ะครับ (โดยเฉพาะห้องน้ำ เพราะถ้าไปเข้าที่อื่นจะต้องเสียเงิน)
สุดท้ายเป็นคุ๊กกี้รูปฟูจิซังที่ราดด้วยไวท์ช๊อคโกแลต เห็นน่ารักดี เลยซื้อจะเอาไปฝากคนที่บริษัท (เค้าจะได้ไม่โกรธมากที่หนีลางานไปเต็มๆอาทิตย์หนึ่ง) 20 แผ่น ¥850
เป็นไงครับกับทัวร์ฟูจิซังครั้งนี้ สำหรับผมต้องยอมรับว่าเหนื่อย เจ็บ(กล้ามเนื้อ) และคงไม่คิดที่จะไปอีกในปีสองปีนี้อย่างแน่นนอน แต่ก็ต้องยอมรับน่ะครับ ว่าไปแล้วก็ได้อะไรกลับมาที่คุ้มค่าอยู่ทีเดียวเหมือนกัน(แต่น่าซื้อทัวร์ไปดีกว่า เพราะน่าจะถูกกว่า) ครั้งนี้ขอไว้เพียงแค่นี้ก่อน ขอบคุณที่ให้การติดตามอ่าน จะพยายามมาอัพบ่อยๆ (จริงๆแล้วผมไปทำงาน แล้วแวะเที่ยวค่อนข้างบ่อย ถ้าไม่ขี้เกียจเกินไปจะมาอัพเล่าสู่กันครับ) ว่าแล้วก็ขอตัวไปนอนเก็บแรงเตรียมตัวกลับไปทำงานT_T
©2010 元新聞男































































ึ
























)
