2010/Aug/26

กลับมาแล้วครับ พร้อมกับความชกช้ำทางร่างกาย แถมด้วยความหนำใจที่เอาตัวเองไปทรมาณ แทนที่จะซื้อทัวร์ไปเที่ยวโซล สำนักเสียใจเล็กน้อยถึงปานกลาง (สิ่งที่ผมรู้สึกสำนักเสียใจในการเดินทางครั้งนี้ จะเขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีแดงน่ะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจไม่ให้ใครพลาดไปอย่างผม) เพื่อไม่ให้ความขี้เกียจเข้ามาครอบงำจนไม่ได้เขียนอีก จึงต้องรีบเขียนทันที

คืนก่อนไปตั้งใจว่าจะนอนให้หนำใจ เก็บไว้เสียก่อน แต่ไปๆมาๆ ก็ติดใจเรื่องการจราจรขาไป ก่อนนอน พอลองกลับไปดูอีกที เจอว่าวางแผนไว้ค่อนข้างจะกระชั้นชิดไป ต่อรถไฟใช้เวลามากไป เลยตั้งใจว่าจะต้องออกเช้ากว่าจะวางแผนไว้ในตอนแรก (ดูรายละเอียดได้ใน 元新聞男:เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...「富士山」ฟูจิซัง พักร้อนกับภูเขาหนึ่งในญี่ปุ่น ภาคตระเตรียมการ)

ออกจากห้องเดินไปสถานีโทโคโรซาว่าของบริษัทเซบุ 西武:せいぶ เพื่อขึ้นสายเซย์บุชินจูกุ 西武新宿線:せいぶしんじゅくせん(ที่ผมเลือกมาอยู่สถานีนี้ก็เพราะว่าที่นี้มีรถไฟผ่านเข้าไปในกลางโตเกียวถึงสองสายหลัก เป็นสถานีหลักที่มีรถด่วนพิเศษมาจอด แล้วยังมีรถไฟรอบพิเศษที่ต่อเชื่อมเป็นรถไฟใต้ดินของโตเกียวโดยตรงอีกด้วย ถือว่าการคมนาคมทางรถไฟดีที่สุดในแถบนี้เลยก็ว่าได้) ไปลงที่สถานีทะคะดะโนะบาบะ 高田馬場:たかだのばば เพื่อเปลี่ยนรถไฟไปยังสถานีชินจูกุเพื่อต่อ รถไฟของบริษัทโอดาคิว 小田急:おだきゅうที่สถานีชินจูกุจะมีรถไฟหลายบริษัทใช้สถานีร่วมกันอยู่ จะยุ่งยากมากในการต่อรถไฟ (ดีที่เดี๋ยวนี้มีทางออกที่เชื่อมต่อกันโดยตรงซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องอ่านป้ายเพื่อหาทางออกให้ถูก)เพื่อไปยังสถานีชินมะทซึดะ 新松田:しんまつだ เพื่อต่อรถไฟที่สถานีมะทซึดะ 松田:まつだ (อันเป็นสถานีของเจอาร์ สถานีรถไฟของญี่ปุ่น มักจะมีชื่อที่ใกล้ๆกัน เช่น ชินมะทซึดะกับมะทซึดะ แล้วแต่ว่าใครมาตั้งสถานีก่อนหลัง ชินแปลว่าใหม่ครับ) ไปยังสถานีโกะเท็นบะ ที่ต้องต่อรถไฟถึงสามต่อ ก็เพื่อจะให้ได้ค่าเดินทางที่ถูกที่สุดน่ะครับ ประมาณว่าอยากลองว่าจะได้ถูกที่สุดแค่ไหน แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือต้องต่อรถไฟหลายต่อ ทำให้เสียเวลา และเสี่ยงที่จะตกรถไฟ เพราะว่าจากมะทซึดะไปยังโกะเท็นบะนั้น เป็นรถไฟสายท้องถิ่น บวกกับที่ยังเป็นวันธรรมดาอีกด้วย รถไฟมีแค่ชั่วโมงละเที่ยวเท่านั้น ถ้าพลาดไปล่ะก็ แผนทุกอย่างพังพินาศหมดเลยล่ะครับ (ไม่อยากเสียเงินก็ต่อแลกมาด้วยความยุ่งยาก อย่างนี้ล่ะครับ มาคิดได้ตอนหลังว่าเสียเงินเพิ่มอีกหน่อย ดีกว่าแยะเลย) ที่สถานีชินมะทซึดะก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ประกอบกับเป็นเวลาเที่ยงด้วย เลยแวะกินนิคุโซบะที่ร้านโซบะที่ตั้งอยู่หน้าสถานีพอดีเป็นข้าวเที่ยง แล้วแวะคอมบินี่หาซื้อขนมปังตุนไว้เป็นอาหารยามฉุกเฉิน เพราะดูจากเวลาแล้วคงไม่มีเวลาพอที่จะไปหาซื้อที่อื่นได้อีกแล้ว (ได้ยินมาว่าถ้าไปซื้อเอาที่ฟูจิแล้วละก็จะแพงกว่ามาก) เมื่อถึงสถานีโกะเท็นบะ ก็ใกล้เวลาของรถบัสที่จะออก แล้วก็รีบไปที่ป้ายรถ(ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ใกล้ ที่ไหนได้ลงจากสถานีปุ๊ปก็เจอเลย) ซื้อตั๋วรถบัสขาเดียว ¥1,500  (ตั๋วไปกลับถูกครับ แต่ผมอยากลองขึ้นลงคนละทาง จากทางขึ้นที่มีอยู่ทั้งหมดสี่ทาง) มีทั้งฝรั่ง ทั้งญี่ปุ่นมาต่อแถวรออยู่แล้ว ที่ดูแล้วตกใจคือแหม่มสองคน(คนฝรั่งเศสมั่ง) นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุด ถือถุงพลาสติกกับแผนที่ฟูจิ  (ในใจก็คิดว่า ด้วยเสื้อผ้าแบบนี้จะไปฟูจิจริงๆหรือ จะรอดไหมเนี่ย)

 HIMG0192

ป้ายรถหมายเลขสามของบริษัทฟูจิคิว 富士急:ふじきゅう 

รถบัสจะไปส่งถึงชั้นที่ห้าของความสูงในทางเข้าซุบาชิริ  ในตอนที่นั่งรถบัสอยู่นั้นก็ผ่านไปเจออุบัติเหตุพอดี เป็นมอไซด์ชนประสานงานกับรถเก๋ง โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก คนขับมอไซค์แค่ยืนงงๆ แต่ล้อหน้าบิดไปเสียครึ่ง รถเก๋งกระโปรงหน้าด้านขวายุบหายไป (ดีที่เป็นวันธรรมดา รถไม่ได้เยอะ ไม่งั้นเสียเวลานานแน่ แต่ในใจก็คิดว่าออกแล้ว เจอของดีตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นเลย ใจคอเริ่มไม่ค่อยดี) คนขับรถเมล์ก็แสนจะใจดี จะเข้าโค้งแต่ละทีก็จะบอกอย่างละเอียด รายงานสภาพอากาศด้วย(ตอนแรกได้ยินว่ามีหมอกหนาลง ทัศนวิสัยไม่ถึงสิบเมตร ใจคอก็ไม่ค่อยดีแล้ว) รถบัสนั้นกลางทางจะต้องปิดแอร์เพื่อให้รถมีแรงพอที่จะขึ้นเขาได้ แต่ก็ไม่รู้สึกร้อน เพราะว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว และค่อยๆลึกเข้าไปในกลางป่าเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะผ่านฐานของกองกำลังป้องกันตัวเองของญี่ปุ่น 自衛隊:じえいたい ที่ตั้งอยู่รอบๆ

ใช้เวลานั่งรถบัสอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ก็มาถึงชั้นที่ 5 ใหม่ 新五合目:しんごごうめ ของทางเข้าซุบาชิริอันเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นฟูจิซังในครั้งนี้ พอลงจากรถ สิ่งแรกที่เห็นคือแถวคนรอรถเพื่อจะกลับลงไป ที่รอต่อกันยาวพอสมควร ต่อไปคือห้องน้ำที่ต้องเสียค่าเข้าครั้งละ ¥200 (ต้องหยอดลงกล่องหรือกระป๋องตามคำร่ำลือ) ที่ทางเข้านี้ถึงแม้จะไม่มีศูนย์ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่แต่จะมีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล (สภาพอากาศ สภาพภูเขา ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว)และแจกเอกสาร(แผนที่)อยู่ หากยังไม่มีแผนที่หรือข้อสงสัยอะไร อย่าลืมใช้บริการกัน (ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ครับ เพราะเห็นมีแต่ฝรั่งถาม) สภาพอากาศก็ครึ้มๆ ดูๆแล้วฝนไม่น่าจะตก แต่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับข้างล่างที่แดดจ้า ร้อนตับเแลบ(ถึงตอนนี้ผมใส่เสื้อแจ๊กเก็ตกันลมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) 

HIMG0196

ภาพทางขึ้นในด้านซุบาชิริครับ เล็กกว่าที่คิดไว้มาก ร้านค้าก็มีตั้งอยู่สี่ห้าร้านเอง ขายแต่น้ำกับอาหาร ผิดกับทางขึ้นในด้านโยชิดะที่เคยเห็นในทีวี มีร้านใหญ่มากๆ มีทุกอย่างขายหมด ไปรษณีย์ ห้องอาบน้ำยังมีเลย สิ่งที่ควรซื้อติดตัวไว้อย่างยิ่ง แต่ผมทะลึ่งไม่ได้ซื้อไว้คือ ไม้เท้าหกเหลี่ยม 金剛杖:こんごうづえ

HIMG0221 

ในภาพเป็นไม้เท้าหกเหลี่ยมที่ตั้งขายอยู่มีทัั้งขนาดเล็ก 小 กลาง 中 และใหญ่ 大 (ให้เลือกเหมาะกับความสูง ความถนัดในการใช้ ขนาดสำหรับเด็กก็มีขายในบ้างที่) นอกจากช่วยในพยุงตัวการเดินแล้ว ยังเป็นของสะสมอีกด้วยน่ะครับ เพราะว่าในบ้านพักหรือร้านค้าที่ชั้นความสูงต่างๆจะมีการประทับตราเผาที่ระลึก 焼印:やきいん ว่าได้มาถึงที่นั้นๆแล้ว  (ครั้งหนึ่งก็ ¥200 ) ยิ่งมีมากก็แสดงว่ามาหลายครั้ง และขึ้นจากทางขึ้นหลายๆทางแล้ว อีกอย่างคือ เมื่อซื้อจากที่ไหนมักจะมีตราประทับของที่นั้น ประทับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว (ผมแนะนำอย่างแรงว่าควรจะซื้อไว้ตั้งแต่เริ่มเลย อาจจะเหมือนว่าเกะกะในการถือบ้าง แต่หลังๆมันจะช่วยให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งครัรบ ไอ้ผมเห็นว่าเกะกะเลยไม่ได้ซื้อ คิดผิดอย่างแรง)

ในตอนแรกๆอาจจะยังไม่ค่อยจะได้ใช้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อยิ่งปีนขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว ร่างกายเริ่มล้ามากขึ้นเรื่อย ตอนนั้นแหละครับที่รู้ว่าจำเป็นแค่ไหน นอกจากไม้เท้าแล้ว เครื่องดื่ม อาหารว่างติดตัว หรือ ใครยังไม่ได้กินข้าวเช้าหรือเที่ยง แนะนำให้จัดการเสียให้เสร็จที่นี้ครับ เพราะว่ากว่าจะไปถึงในชั้นต่อไปก็ใช้เวลาพอสมควร บวกกับราคาที่แพงขึ้นตามความสูงด้วย) 

HIMG0198

ผมเริ่มเดินขึ้นในราวประมาณ 14:30น.

HIMG0199

 อันเป็นป้ายแสดงแผนที่เส้นทางเดินขึ้นฟูจิ แสดงทั้งทางขาขึ้นและขาลง บอกเวลาที่ใช้ในแต่ละช่วงด้วย แต่ว่าเวลานี้เป็นเวลาเฉลี่ยคร่าวๆ สำหรับคนญี่ปุ่นทั่วไป ที่ไม่รวมเวลาพักด้วยน่ะครับ จริงๆแล้วสำหรับคนต่างชาติที่ไม่่ค่อยได้เดินเหมือนคนญี่ปุ่นแล้วล่ะก็คูณไปอีกสักเท่าหรือครึ่งเท่าน่าจะได้ (ในบางช่วงทางขาขึ้นและขาลง จะใช้ทางร่วมกันบ้างหรือแยกกันไปคนละทางบ้าง ต้องระวังน่ะครับ นอกจากเสียเวลาแล้วยังอันตรายอีกด้วย เพราะทางขาลงนั้นจะชันมากกว่า และไม่ได้ทำเพื่อเดินขึ้น ลื่นง่ายมาก อันนี้ผมหลงมาแล้ว ระหว่างทางชั้นที่ 7 กับ 8)

จากนี้ผมจะขอเขียน(บวกกับแทรกรูปประกอบ) ตามที่ได้เดินในแต่ละชั้นความสูงตามลำดับไปน่ะครับ

 - ชั้นที่ 5 五合目:ごごうめ(ความสูง 1,950 m) 〜  ชั้นที่ 6 六合目:ろくごうめ(ความสูง 2,400 m) ทางขึ้นในช่วงแรกสุดนี้ 2ข้างทางนั้นยังมีสภาพเป็นป่าอยู่น่ะครับ ในระดับความสูงมากกว่านี้จะเป็นสภาพเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆเท่านั้น เพราะว่าอากาศที่หนาวเย็น ลมแรง ความสูงที่มากขึ้น (ทางเข้าซุริบาชินั้นเมื่อเทียบกับทางเข้าอื่นเช่นทางเข้าด้านโยชิดะ นั้นจะมีความสูงที่ตำ่กว่า ทำให้สภาพภูมิประเทศต่างกัน ยังเป็นระดับความสูงที่ต้นไม้ยืนต้นสูงอยู่ แต่มีข้อเสียที่คือต้องเดินด้านระดับความต่างของความสูงที่มากขึ้น)

HIMG0202

 ในภาพเป็นศาลเจ้าโคมิทาเคะ 古御岳神社:こみたけじんじゃ ไว้ขอพรในเดินทางโดยสวัสดิภาพ อยู่ไม่ห่างจากทางเข้านัก (เพื่อเป็นขวัญกำลังใจก็แวะสักการะ)

HIMG0203

สภาพทางด้าน และสองข้างทางในระหว่างทางในช่วงแรกๆ ที่ยังเป็นป่ารก มีไม้ยืนต้นสูงอยู่มาก ในรูปจะสังเกตุเห็นแท่งเหล็กแล้วมีเชือกร้อยผ่านปักอยู่ เป็นสัญญลักษณ์ให้รู้ว่าเป็นทางเดินขาขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จนถึงยอดเขา รวมทั้งใช้จำกัดช่องทางเดินด้วย สำคัญครับ อย่าลืมดูประกอบกับป้ายต่างๆ ให้แน่ใจ ก่อนเลือกทางเดิน

HIMG0214

หลังจากพ้นพีื้นที่ป่า(ที่เดินค่อนข้างง่าย) จะกลายเป็นทางเดินที่เป็นหินกรวดภูเขาไฟเล็กๆ จะลื่นและเดินได้ลำบากขึ้น แล้วยิ่งเดินสูงขึ้นไปเรื่อย ทางเดินก็จะมีหินขนาดใหญ่เล็กปะปนกันมากขึ้น ยิ่งเดินลำบากขึ้น ประกอบปริมาณออกซิเจนในอากาศยิ่งเจือจางขึ้น ให้หยุดพัก ถี่ขึ้นเรื่อยๆ อยากไปฝืน เพราะว่าถ้าเป็นโรคแพ้ความสูงขึ้นมาแล้วได้แต่เดินลงสถานเดียว 

HIMG0218    

  ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางต่างๆ ที่บอกทิศทาง เวลาที่เหลือ ชื่อสถานที่ ไว้เป็นช่วงๆ ในชั้นความสูงแรกๆนั้น จะมีให้เห็นค่อนข้างถี่ แต่พอสูงขึ้นจะห่างเรื่อยๆ จนแทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นให้ดูให้ดี อีกอย่างวิธีการดูป้ายที่ควรรู้คือ ส่วนล่างที่จะทาสีต่างๆไว้ ด้านซ้ายจะเขียนบอกให้รู้เป็นทางขึ้นด้านไหน (หรือดูได้จากสี เช่นสีแดงเป็นทางขึ้นด้านซุบาชิริเป็นต้น) ด้านขวาล่างจะบอกว่าเป็นป้ายลำดับเท่าไหร่ เช่น S-003 มีประโยชน์ในตอนขอความช่วยเหลือ ช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าอยู่ที่ตำแหน่งใด ให้ดูและจำไว้น่ะครับ จะปลอดภัยที่สุด (ป้ายนี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น 環境省:かんきょうしょう ทำไว้น่ะครับ ตอนแรกดูตัวย่อแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะว่าผมดูยังไงมันก็อ่านว่าโมเอะ ^_^ MOE : Ministry Of Environment ) 

HIMG0224

ภาพนี้เป็นลูกศรแสดงทิศให้รู้ว่าทางไหนเป็นทางเดินทางขึ้น 登山道:とざんどう และเป็นทางขึ้นในด้านไหน ไม้เล็กข้างล่างจะเขียนไว้ด้วยข้อความปลอบใจ ให้กำลังใจต่างๆน่ะครับ (ส่วนน้องกระต่ายนั้นมาจากไหนไม่รู้ เห็นที่ป้ายนี้ป้ายเดียว ถูกตอกตะปูยึดไว้อย่างดี ไม่ใช่แค่เอามาวางไว้เฉยๆ)

HIMG0204

โดยเฉพาะประกาศเตือนต่างๆ เช่นป้ายระวังหินตก 落石注意:らくせきちょうい ถ้าเห็นป้ายนี้แล้วให้รีบเดินไปให้พ้น อย่าไปหยุดพักในบริเวณนั้น เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายจากหินตกสูง ถ้ามีลมพัดแรง และป้ายห้ามเข้า 立入禁止 :たちいりきんし หรือป้ายห้ามผ่าน 通行止め:つうこうとめ เป็นต้น

HIMG0211

ภาพนี้จะให้คนเดินลงในทางขาลง 下山道:げざんどう ค่อนข้างชันพอดูทีเดียว รอบข้างก็ไม่มีอะไรให้ยึดให้เหนี่ยวด้วย คิดแล้วเสียวเล็กๆ

HIMG0215  HIMG0219

หลังจากเดินมาได้ราวชั่วโมงกับอีกยี่สิบนาที ผมก็มาถึงจุดที่พักแรกในเส้นทางเดินด้านซุบาชิริ นากาตะซันโซว 長田山荘:ながたさんそう (ก่อนถึงจะเห็นธงปลาคาร์ฟโบกแต่ไกลๆ) จะแวะเข้าไปนอนพักข้างในก็ได้ แต่เสียเงิน(ชั่วโมงละพันเยนได้)น่ะครับ ถ้านั่งข้างนอกก็ฟรีครับ ใครอยากจะหาอะไรลองท้องก็ได้น่ะครับ มีตั้งแต่ไข่ต้ม ゆで卵 (1ฟอง¥100) กล้วย バナナ(1ลูก¥100) ซุปมิโซะ みそ汁(1แก้ว¥200) น้ำหรือเครื่องดื่มต่างๆ(¥400ขึ้นไป)  แนะนำให้สั่งไข่ต้มที่มาพร้อมเกลือ กินรองท้องพร้อมเพิ่มปริมาณเกลือรักษาสมดุลย์ ถ้าหนาวก็ซุปมิโซะโลด ผมก็ไม่ได้สั่งอีก ดันไปซื้อในชั้นที่สูงกว่า แพงขึ้นครับ 

 - ชั้นที่ 6(ความสูง 2,000 m) 〜  ชั้นที่ 6 เดิม 本六合目:ほんろくごうめ (ความสูง 2,700 m) ชั้นที่ 6 กับชั้นที่ 6 เดิมนั้น ต่างกันตรงที่ชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ แยกจากชั้นที่ 6 เดิมที่ีมีระยะห่างระหว่างชั้นยาวเกินไป สร้างที่พักใหม่ สร้างรายได้ใหม่ด้วยนั่นเอง

HIMG0212  HIMG0231

อย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น ยิ่งขึ้นสูงต้นไม้ยิ่งไม่มี มีแต่พุ่มไม้ แต่ก็ยังมีดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ให้ได้ดู ให้ชื่นหัวใจ

 HIMG0233

จากรูปจะเห็นว่าเมื่อมาถึงที่ชั้นนี่แล้วจะอยู่เหนือเมฆที่อยู่เตี้ยๆแล้ว  

HIMG0234

หลังจากที่เดินเรื่อยๆ อีกประมาณ 40 นาที(หลังจากเดินๆพักๆ ด้วยจำนวนครั้งที่มากขึ้น) ก็จะมาถึงชั้นที่ 6 เดิมอันเป็นที่ตั้งของเซโตะกัน 瀬戸館:せとかん คราวนี้ไม่มีต้นไม้มาบัง แล้ว จะสามารถเห็นได้ตั้งแต่อยู่ไกล(ให้ความหวังว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว) แต่ที่แจ้งให้รู้ว่าใกล้จะถึงแล้วจริงคือกลิ่นครับ(กลิ่นห้องน้ำครับ) พอมาถึงแล้วก็พบว่าน้ำที่พกมาหมดลงแล้ว หักใจซื้อเครื่องดื่มน้ำเกลือแร่ 500ml ไป 1ขวด ในราคามิตรภาพ ¥400 

HIMG0235

พอดีเมื่อมาถึงแดดเริ่มกลับมา เมฆก็ถูกพัดไปด้านอื่น ทำให้เห็นยอดของฟูจิเป็นครั้งแรก ระหว่างที่นั่งพัก มาถึงความสูงระดับนี้แล้วพักนานไม่ได้น่ะครับ ความร้อนี่เกิดจากการเดิน ถูกอากาศที่เย็นทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว ไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องรีบออกเดินต่อ เนื่องจากคำนวนจากเวลาที่ใช้เดินจริงแล้วช้ากว่าเวลาที่กะไว้ค่อนข้างมาก ทำให้ที่พักที่จองไว้เช็คอินสายไปมาก ปกติแล้วที่พักในชั้นความสูงต่างๆจะเช็คอินกันประมาณหกโมงเย็น(ผมจองไว้ที่ชั้นที่ 8 下江戸屋 อุตส่าห์บอกว่าจะเช็คอินสายหน่อยประมาณทุ่มหนึ่ง ไม่รู้ทันป่ะ) กินข้าวเย็น แล้วนอนเพื่อเตรียมตัวตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าเกิดไปสายแล้วชาวบ้านนอนกันหมดแล้วจะถูกโกรธเอา หรือเผลอๆไม่ให้เช็คอินด้วย(กลัว)

- ชั้นที่ 6 เดิม(ความสูง 2,700 m) 〜 ชั้นที่ 7 七合目:ななごうめ(ความสูง 3,090 m) 

พอผ่านชั้นที่ 7 แล้ว ผู้คนที่ปีนขึ้น(นำหน้าและตามหลัง)ก็บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะว่าค่อนข้างเป็นเวลาเย็นแล้ว หรือ ถึงเขตที่พักที่พอที่จะเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็รีบพากันไปพักเพื่อเก็บเอาแรงไว้นั้นเอง

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ใช้เวลาในการเดินห่างมากที่สุด ในแผนที่จะให้เวลาประมาณ 80 นาทีทีเดียว นอกจากที่ทางจะมีความลาดชันมากชันแล้ว ทางเดินก็เป็นหินกรวดภูเขาไฟที่เล็ก ละเอียดๆ พอเหยียบจะก้าวขี้นไปแต่ละก้าวนั้น รู้สึกว่าลื่น ทรงตัวได้ไม่มั่นคง (ตอนนี้แหละครับเป็นเวลาที่ต้องการไม้เท้ามาช่วยค้ำ ประคองตัวขึ้นไป แต่ว่าผมไม่มี เซ็งไปเลย) ถึงตอนนี้แล้วผมแทบจะพักทุกๆ 5นาทีเลย เพราะเมื่อขึ้นไปได้นิดหน่อยหัวใจมันเต้นแรงมากๆ หอบแห่กๆอย่างกับวิ่งมาเป็นกิโลๆ

HIMG0243

 สภาพทางเดินขึ้นในช่วงนี้ สังเกตุได้ว่าจะแทบไม่มีต้นไม้และพุ่มไม้ขึ้นเลย

HIMG0241

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังมีพุ่มดอกไม้เล็กๆขึ้น(ไม่รู้จักชื่อหรอกครับ) เห็นแล้วชวนให้คิดถึงพลังแห่งการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะไม่เอื้ออำนวยเลย

HIMG0246

ลองมาดูรูปร่างของเมฆในรูปนี้กันดู เห็นเหมือนที่ผมเหมือนหรือเปล่า ผมเห็นไปรูปจิ้งจอกสองตัวกำลังวิ่งแข่งกัน

HIMG0248

และแล้วก็มาถึงที่ชั้นที่ 7 ไทโยกัน 太陽館:たいようがん แต่พอดูเวลาแล้ว ไม่ได้พักเลย แค่เอาเสื้อดาวน์กับถุงมือออกมาใส่ แล้วออกเดินต่อไปทันที (เช่นเดียวกันพอใกล้ก็จะได้กลิ่นห้องน้ำมาแต่ไกล)

- ชั้นที่ 7(ความสูง 3,090 m) 〜 ชั้นที่ 7 เดิม 本七合目:ほんななごうめ(ความสูง 3,200 m) 

อย่างที่ผมเขียนไว้แต่แรกน่ะครับ ว่าผมหลงไปใช้ทางเดินลง ไปเดินขึ้นทำให้เสียเวลาไปราว 15นาที ทำให้ผมไม่มีเวลา แรงและอารมณ์เหลือพอจะถ่ายรูปในช่วงนี้แล้วล่ะครับ เพราะยังต้องเดินอีกถึงสองช่วงกว่าจะถึงจุดมุ่งหมาย(ที่พัก)ในชั้นที่ 8

HIMG0253 

เดินไปราวอีกหนึ่งชั่วโมง (ถึงตอนนี้แล้วเดินไปทุกๆ 2นาที ต้องหยุดพัก ไม่งั้นจะขาดใจตายเอา) ก็ไปถึงมิฮาราชิกัน 見晴館 ที่ความสูง 3,200m เวลาหยุดพักก็ไม่มีเพราะเริ่มจะมืด เวลาก็ปาไปหกโมงครึ่งแล้วด้วย ได้แต่เอาเฮดไลท์ออกจากเป้มาใส่เข้ากับหมวก เพื่อเดินต่อไป

- ชั้นที่ 7 เดิม(ความสูง 3,200 m) 〜 ชั้นที่ 8 八合目:はちごうめ(ความสูง 3,350 m)

เมื่อออกเดินจากมิฮาราชิกัน รอบข้างก็มืดลงอย่างรวดเร็วมากครับ ไม่เห็นทั้งคนนำหน้าและตามหลัง (ในใจหวั่นๆ อยู่เหมือนกันเมื่อคิดว่าถ้าตัวเองไปเกิดเป็นอะไรไปกลางทาง รู้เงี้ยมาให้เช้ากว่านี้ ไม่ก็จองที่พักในชั้นที่ต่ำกว่านี้ หรือไม่ก็หาคนมาด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า)  ใช้เวลาอีกประมาณ 50 นาที ด้วยการค่อยเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้หลงทาง และ พักไปช่วงเพื่อไม่ให้ร่างกายน๊อคไปจากการขาดออกซิเจน

 HIMG0255

ดูเอาเองครับว่ามันมืดแค่ไหนแล้วเมื่อไปถึง (ผมไปถึงราวทุ่มยี่สิบนาที สายไปกว่าที่บอกตอนโทรจองไปราวยี่สิบนาที) พอเดินทีละก้าวทีละก้าวในความมืดคนเดียว ความรู้สึกอันเปลี่ยวร้าง(หรือเปล่า) ที่ทำให้รู้สึกถึงว่าตัวเองช่างเล็ก ไร้พลังกำลังสิ้นดี เมื่อเทียบกับธรรมชาติ..........

- ชิตะเอะโดะยะ 下江戸屋:したえどや อย่างที่ผมเคยเขียนไว้น่ะครับ ที่นี้เคยเป็นที่ประทับค้างแรมของมงกุฏราชกุมารญี่ปุ่น ครั้นคราวเยือนฟูจิซัง โดยมีรูปถ่ายประดับติดไว้ แต่สำหรับผมแล้วที่นี้มันเป็นคืนที่เลวร้ายและแสนยาวนานทีเดียว (ต้องขออภัยไว้ด้วยที่ไม่มีรูปเลย เนื่องจากผมไปถึงเป็นเวลากลางคืนแล้ว แขกคนอื่นบางคนนอนไปเรียบร้อยแล้ว จะถ่ายรูปก็กระไรอยู่ ได้เขียนแต่อธิบายเท่านั้น)

เมื่อไปถึง ก็ตกใจเล็กๆเนื่องจากจำนวนคนที่มาพักค่อนข้างมากกว่าที่คิด(ตอนแรกคิดว่าจะหมดฤดูของการปีนแล้วคนน่าจะน้อย ที่ไหนได้ก่อนจะเลิกต่างหากที่เค้าจะแห่กันมาก โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์) พอไปถึงก็เดินเรื่องเช็คอิน ถึงได้รับการยืนยันว่าวันนี้คนขึ้นมาเยอะมาก ถ้าหากต้องการจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นควรออกไปตั้งแต่ตีหนึ่งหรือตีหนึ่งครึ่ง เพื่อตีแถวพากันขึ้นไปที่ยอด ให้ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้น(ประมาณตีห้า) จากนั้นจ่ายเงินค่าที่พัก ¥6,500 (รวมข้าวเย็นที่เป็นราดแกงกระหรี่ หรือถ้าจะจ่ายค่าที่พักเปล่าๆ ¥5,500 แล้วไปสั่งเมนูอื่นก็ได้น่ะครับ ราคาไม่แตกต่างเท่าไหร่) 

หลังจากเสร็จจากข้าวเย็น ก็ได้รับการนำไปสู่ที่นอนซึ่งเป็นห้องเล็กๆ(เรียกว่าคอกจะดีกว่า กว้างยาวประมาณด้านละประมาณ 2 เมตร)ที่มีหมอนอยู่ 4ใบ(นั้นหมายถึงปกติแล้วจะพักกันได้สี่คนเป็นหลัก) พร้อมกับชุดที่นอนผ้าห่มที่ปูไว้แล้ว(อุ่นดีจริงๆ จนร้อนเลย) แต่จริงๆแล้วนอนกันแค่ 3คน คือ ผมกับพ่อลูกชายคู่หนึ่ง เพื่อให้ตื่นได้ตอนตีหนึ่ง ผมเลยรีบเข้านอนก่อนคนอื่นที่ร่วมห้อง(ประมาณสองทุ่ม) ในใจก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงนอนไม่ค่อยหลับแน่ เพราะปกติผมนอนประมาณเที่ยงคืนทุกวัน ถึงเหนื่อยแค่ไหนก็คงนอนไม่หลับแน่ แต่ทุกอย่างมันเลวร้ายไปกว่าที่คิดอีกมาก เริ่มจากเสียงประตูเลื่อนบ้านพักที่เสียงดังมากเวลาเปิดปิด แขกมาเช็คอินครบแล้ว แต่ว่าคนที่ปีนขึ้นในเวลากลางคืนเปิดเข้ามาเพื่อพักชั่วคราว หรือซื้อของยังมีมาเป็นพักๆเรื่อยๆ

เมื่อรู้ตัวแล้วนอนไม่หลับแล้ว ได้แต่บอกตัวเองว่าหลับตา ผ่อนคลายให้ร่างกายได้พักผ่อนได้มากที่สุดเท่าที่เวลามีอยู่ แต่พอผ่านไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอาการปวดหัวตึ๊บๆ ตอนแรกคิดว่าแค่ร่างกายรู้สึกร้อนกับหนาวสลับกันทำให้เกิด แต่นอนคิดดูอีกทีอาจเป็นเพราะขาดออกซิเจน (อยู่ภายในห้องที่เล็ก แล้วยังนอนกันสามคน แย่งออกซิเจนกันหายใจ) จนทำให้เป็นโรคแพ้ความสูงก็เป็นได้ ยิ่งเวลาผ่านไปความปวดยิ่งเพิ่มขึ้นพร้อมกับอาการพะอึดพะอม(อยากจะอาเจียน) สุดท้ายประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ตัดสินใจลุกขึ้นออกจากที่นอน มานั่งข้างนอกและซื้อน้ำแร่กับออกซิเจนกระป๋องมาใช้ (ตอนแรกว่าจะไม่ใช้ออกซิเจน เพื่อให้ได้ชื่อว่า 単独無酸素 เสียหน่อย) ในใจคิดว่าถ้าใช้ออกซิเจนกระป๋องแล้วอาการปวดหัวไม่ดีขึ้น ก็จะเดินลงทันที เพราะไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งหรือไปเป็นภาระให้ชาวบ้านเอาลง

ในตอนนั้นแขกคนอื่นๆ ทะยอยลุกและเริ่มออกเดินทางไปบ้างแล้วก็มี หลังจากใช้ออกซิเจนกระป๋องแล้วอาการคล้ายๆจะดีขึ้น ยิ่งได้กินขนมปังกับน้ำอย่างเต็มที่แล้ว(แบบไม่คำนึงถึงราคาแล้วในตอนนี้) ก็รู้สึกว่ายังพอจะไปไหว(มั่ง) พอดีข้างนอกมีฝนตกนิดๆ เลยถือโอกาสที่ควานหาชุดกันฝน จัดของในเป้เสียใหม่ให้เรียบร้อย เพราะนอกจากของที่ติดตัวมาแต่แรก แล้วยังเพิ่มของที่ซื้อมาระหว่างเดินขึ้นมาและขยะอีกด้วย(อย่างที่เคยเขียนน่ะครับ บนฟูจินั้นไม่มีถังขยะเลย ขยะทุกอย่างต้องเอากลับไปทิ้งเอง เพราะฉะนั้นก่อนซื้อควรคิดถึงเรื่องขยะด้วย) ค่อนข้างจะพะรุงพะรังขึ้นมามากด้วย

ก่อนออกเดินทางก็ขอไปทำธุระส่วนตัวก่อน(สำหรับแขกที่พัก ค่าใช้บริการแค่ครั้งละ¥100 นอกนั้น ¥200) พูดถึงห้องน้ำ ก็ขอเล่านิดหนึ่ง ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าในห้องน้ำนั้น มีน้ำเตรียมไว้ให้ใช้ แต่ไม่ได้มาจากก๊อกน้ำครับ มีแต่ที่ต้องกดแช่แล้วน้ำถึงจะไหลออกมาเป็นสายเล็กๆอย่างช้ามากๆ (เอามาดื่มก็ไม่ได้เพราะเป็นน้ำฝนที่ไม่ได้กรองหรือต้มเลย) เครื่องสุขภัณฑ์เป็นแบบไบโอทอยเลต(ห้องน้ำในที่พักตามชั้นต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้ระบบนี้) เป็นระบบหมุนเวียนของเหลวมาใช้ในการทำความสะอาดหลังจากใช้น่ะครับ บริเวณและรอบๆสะอาดเป็นระเบียบดีน่ะครับ แต่ว่าน้ำที่ออกมาทำความสะอาดนั้น สีแย่มากครับ ออกสีโคลนและมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรงที่เดียว (ก่อนเข้าก็ทำใจไว้ซักเล็กน้อย น่าจะดีน่ะครับ สำหรับคนที่ค่อนข้างแคร์เรื่องห้องน้ำ)

- ชั้นที่ 8(ความสูง 3,350 m) 〜 ชั้นที่ 8 เดิม 本八合目:ほんはちごうめ(ความสูง 3,400 m)

ราวตีหนึ่งครึ่ง หลังจากใส่ชุดกันฝน ติดเฮดไลท์กับหมวก ซื้อน้ำตุนไว้อีกขวด ผมก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง(แม้นว่าหัวยังคงปวดตึ้บๆอยู่)  พอออกไปก็พบกับแถวดวงไฟจากเฮดไลท์และไฟฉายที่เรียงรายซ้ายขวาเป็นแถวยาวไปยังยอดเขา(เป็นภาพที่คล้ายกับได้เคยดูจากสารคดีเกี่ยวกับการแสวงบุญในทีวี)

ในช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่สั้นที่สุดน่ะครับ แต่ด้วยจำนวนคนที่ทะยอยขึ้นมาสมทบจากชั้นล่างๆ ทำให้การจราจรติดขัด และออกซิเจนที่น้อยอยู่แล้ว ต้องมาแย่งกันหายใจกับคนอีกมากมาย ทำให้ผมต้องเดินนาทีพักนาทีเลยล่ะครับ(บางครั้งก็ต้องนั่งลงแล้วเอาออกซิเจนมาใช้) เส้นทางเดินขึ้นก็ชันมากๆ เรียกว่าต้องปีนครึ่งเดินครึ่ง (เห็นว่าฝากสัมภาระไว้ที่บ้านพักได้ สำหรับคนที่จะกลับลงเส้นทางเดิม แต่ผมจะไม่กลับเส้นทางเดิม)

ชั้นที่ 8 เดิมนั้นเป็นที่ตั้งของบ้านพัก โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ถึงสามหลัง (เป็นสถานที่ที่พักได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะว่าเป็นจุดที่พักที่จุคนได้มาก ประกอบกับเป็นจุดบรรจบของทางขึ้นจากด้านซุบาชิริและด้านโยชิดะ) ทำให้มีคนมาพักที่ชั้นนี้มาก(เท่าที่สังเกตุ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทัวร์) พอผมไปถึง ก็ได้เวลาที่กลุ่มทัวร์จะออกเดินไปยอดเขาเหมือนกัน ทำให้คนมากจริงๆครับ (อย่างกับตลาดนัดบ้านเราเลย) อยากจะหยุดพักก็หยุดไม่ได้เพราะว่าไม่มีที่แม้นแต่จะให้ยืน ได้แต่จำใจกัดฟันเดินต่อแถวตามหลังกลุ่มทัวร์ไป

- ชั้นที่ 8 เดิม (ความสูง 3,400 m) 〜 ชั้นที่ 8 ครึ่ง 八合目五勺:はちごうめごしゃく(ความสูง 3,450 m)

จากชั้นที่ 8 เดิมเดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะถึงชั้นที่ 8 ครึ่งนี้เป็นที่ตั้งของบ้านพัก 御来光館:ごらいこうかん ที่พักแห่งสุดท้ายในทางขี้นสู่ยอดฟูจิในด้านทางขึ้นซุบาชิริและโยชิดะ(อีกด้านของทางขึ้นสู่ยอดฟูจินั้นจะเป็นทางขึ้นด้านฟูจิโนะมิยะและโกะเท็นบะ) จะพักหรือซื้อของเพิ่มเติมหรือเข้าห้องน้ำ ที่นี้ว่างกว่าชั้นที่ 8 เดิมมากครับ(แนะนำครับ)

- ชั้นที่ 8 ครึ่ง(ความสูง 3,450 m)  〜 ชั้นที่ 9 九合目:きゅうごうめ(ความสูง 3,570 m) 〜 ยอดเขา 頂上:ちょうじょう(ความสูง 3,600 m)

ในที่สุดก็เข้ามาถึงช่วงสุดท้ายของการขึ้นแล้วล่ะครับ ทางเดินขึ้นเพิ่มส่วนที่ต้องปีนขึ้นเป็นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แถมยังสูงและชันกว่าที่ผ่านๆมาอีกด้วย  นอกจากนี้แล้วยังจะต้องมาต่อแถวเพื่อรอขึ้น(ปีน)เนื่องจากคนมากเหลือเกิน (แต่ผมว่าดีน่ะครับ เพราะสามารถรักษาจังหวะในการเดินและหยุดพักได้บ่อยจากการรอ) 

ชั้นที่ 9 นั้นเป็นเพียงเสาโทริอิตั้งไว้ให้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นน่ะครับ ยิ่งขึ้นไปทางก็ถูกจำกัดให้แคบลงเรื่อยๆ จนเหลือทางให้แค่เพียงสองสามคนผ่านไปพร้อมกันเท่านั้น ระหว่างทางนอกจากจะได้ยินเสียงคร่ำครวญ(เช่น つらっ しんどっい ム〜リ) แล้ว ยังมีเสียงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เสียงหยอกล้อของกลุ่มที่มาด้วยกัน (ไอ้ผมแม้มาคนเดียว ก็พลอยแอบได้รับผลบุญไปด้วย)

เป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันน่ะครับที่พอยิ่งเดินขึ้นใกล้ยอดเข้าไปเท่าไหร่ อาการปวดหัวของผมก็น้อยลงไปเรื่อยๆ (อาจเป็นเพราะว่าแอนดินารีนที่หลั่งออกมา เมื่อเข้าร่างกายเข้าสู่ภาวะรันเนอร์ไ​ฮก็เป็นได้)  จนเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ผมก็มาถึงที่ยอดเขาจนได้ ระหว่างทางได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ที่คอยมาจัดระเบียบการขึ้นยอด ว่าวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตอนประมาณ 5:06 น. 

ยังดีที่ยังพอหาที่นั่งรอดีๆ เพื่อจะดูและถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นได้ เพราะว่ายังคงต้องรออีกประมาณครึ่งชั่วโมง จึงนั่งพัก กินอาหารแท่งที่เหลือติดตัวมาให้หมดเพื่อรองท้อง และแล้วก็.......

SA2A0156

HIMG0258

SA2A0158

SA2A0162

.....(ไม่จำเป็นต้องบรรยายมั่งครับ) 

SA2A0157

ภาพนี้เป็นตอนที่ทุกคนกำลังรอพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ (และยังคงมีที่ทยอยขึ้นมาเรื่อยๆอีก)

ทันทีพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า ผมก็ได้ยินแต่เสียงชัตเตอร์ เห็นแต่แสงไฟแฟลช ตามด้วยภาพคนถ่ายรูปกัน ไฮทัชกัน โอบกอด แสดงความยินดีซึ่งกันและกัน (เป็นข้อเสียอีกอย่างหนึ่งที่มาคนเดียว) 

SA2A0163 

ในภาพนี้เป็นหลักหินบอกถึงที่ตั้งของศาลเจ้า อันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของยอดเขา 

SA2A0164  SA2A0212

ภาพภายในศาลเจ้าครับ พร้อมกับเครื่องรางขจัดภัย 厄除御守:やくよけおまもりที่รับมา(นอกจากนั้นยังเสี่ยงจับมิคุจิ みくじ มา)  

SA2A0167

บนยอดนี้ร้านค้ามีหลายร้านมากครับ อาหาร น้ำ ของที่ระลึก ทุกอย่างมีขายหมดครับ (แต่ราคาก็แพงที่สุดด้วย) 

SA2A0209A

อันนี้เป็นโปสการ์ดภาพที่ผมซื้อที่ยอดเขา(ไม่เห็นด้านหน้าง่ะ) แต่ที่อยากให้ดูที่ตราประทับมากกว่าเป็นตราประทับว่าได้มาถึงยอดฟูจิ พร้อมวันที่ด้วย จริงๆแล้วมีสามแบบ แต่ถ้าปั้มหมดไม่มีที่เขียนที่อยู่แน่ เลยขอแค่สอง (ปั้มฟรีครับ ลองหากันดูวางอยู่หน้าร้าน) ถ้ายังอยู่ภายในประมาณวันที่ 20 สิงหาล่ะก็ ไปรษณีย์ที่ทำการที่ยอดฟูจิ ยังเปิดทำการอยู่ จะได้ตราประทับจากไปรษณีย์ทีนี้ด้วย(ผมเอาลงกลับไปส่งที่ไปรษณีย์ในชั้นที่ 5 ของทางขึ้นด้านโยชิดะ) 

SA2A0170  SA2A0190

รูปซ้ายแม้ไม่ใช่ตอนที่เพิ่งขึ้น แต่ก็สวยอีกแบบ แบบที่มีทุ่งเมฆประกอบฉาก (ตอนนี้เป็นวอลล์เปเปอร์หน้าจอคอมผมอยู่)  รูปขวา:เป็นรูปปากทางเข้ายอดเขาฟูจิ

- เดินวนรอบปากปล่อง お鉢めぐり:おはちめぐり 

เมื่อมาถึงยอดเขาฟูจิแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าจะจบน่ะครับ เพราะว่าที่ยอดนั้นยังมีทางให้เดินวนรอบเป็นวงกลมได้อีก ซึ่งในการเดินวนรอบนั้นจะใช้เวลาอีกราวชั่วโมงครึ่งถึง 2ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่มาดูสภาพร่างกายของผมให้ตอนนั้นแล้ว คงจะวนให้ครบรอบไม่ไหว จึงเลือกเอาแต่ที่จะไปยังเคนกะมิเนะ 剣ヶ峰:けんがみね ส่วนที่สูงที่สุดของยอดเขาฟูจิ แน่นอนครับที่เป็นที่ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย (ความสูง 3,775.63m) ซึ่งเดินไปประมาณแค่ครึ่งรอบเอง ในด้านตรงข้าม (แต่ก็ต้องเดินย้อนกลับมาทางเดินอีกนั้นแหละ)

HIMG0262

 สิ่งก่อสร้างที่อยู่บนยอดที่เห็นอยู่ลิบๆ นั้นแหละครับที่ตั้งของสถานีพยากรณ์อากาศพิเศษประจำภูเขาฟูจิ 富士山特別地域気象観測所 ซึ่งเป็นที่ตั้งของเคนกะมิเนะ

HIMG0266

ซึ่งทางเดินวนรอบปากปล่องนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเรียบอยู่ในระดับเดียวกันหมด มีทั้งต้องเดินขึ้นต้องเดินลง(ทางขึ้นมีมากกว่า อย่างในรูปมีคนนอนกองอยู่ทางขวามือเห็นไหมครับ) 

HIMG0263

HIMG0264

เป็นรูปภายในปล่องภูเขาไฟ ที่ผมพยายามลงไปให้ใกล้แล้วชะเงอลงไปถ่ายมา (ถ้าดูกันให้ดีด้านบนของผนังปากปล่องจะเหมือนมีภาพเขียนผนังถ้ำอยู่เลย ไม่รู้เห็นเหมือนที่ผมเห็นป่ะ)

SA2A0177

ภาพนี้เป็นภาพเงาภูเขาฟูจิ 影富士:かげふじ จะเห็นได้เฉพาะที่ยอดเขาเท่านั้น เป็นภาพเงาของฟูจิที่ถูกส่องลงไปบนกลุ่มเมฆ สวยแปลกตาดี (ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก เห็นคนญี่ปุ่นทุกคนผ่านไปแล้วต้องยืนถ่าย ไปดูเลยเจอ)  

SA2A0183  SA2A0182

ภาพขวาเป็นเคนกะมิเนะ จุดที่สูงที่สุดอยู่ใต้เสาหินน่ะครับ(ตัวอักษรสลักเสา อ่านว่า ยอดท่ีสูงที่สุดในญี่ปุ่น เคนกะมิเนะ 3,775.63m)  ภาพซ้ายเป็นป้ายอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคนกะมิเนะในด้านการสำรวจครับ (กว่าจะได้ถ่ายรูปนี้ต้องต่อแถวรองนานกว่าคร่ึงชั่วโมง แถวยาวมาก แต่ละคนก็อยากถ่ายรูปคู่กับเสานี้)

SA2A0180

ในภาพคือทางนี้เป็นทางอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปครับ เพราะว่าทางเดินขึ้นลงโหดร้ายมากครับ วนกลับทางเก่าดีกว่า แต่ถ้าได้ไปในด้านนี้แล้วจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า ไปรษณีย์(ที่ปิดทำการไปแล้ว) และร้านค้า

- ทางเดินขาลง 下山道:げざんどう

  ผมเริ่มลงตอน 8โมงเช้า ด้วยความเหนื่อยและง่วง(ที่เลยพีคมาเรียบร้อยแล้ว) ทางลงแทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลยล่ะครับ ไม่แต่ทางลาดที่เวลาเดินลงแล้วลื่นง่าย แล้วยังทำให้เจ็บกล้ามเนื้อขาอีก (ด้วยเหตุนี้เองทำให้คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าขาลงลำบากกว่าขาขึ้นเสียอีก) ส่วนผมเคยมีประสบการ์ณแบบนี้มาแล้ว ตอนไปเนปาล เลยไม่พยายามวิ่งลงรวดเดียว ขยันหยุดพัก ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังปวดอยู่ดี

 SA2A0192

SA2A0194

SA2A0195 

ถ้าเป็นในวันธรรมดาระหว่างช่วง10โมงถึงเที่ยง จะมีรถบลูโดเซอร์ที่ขนเอาของไปส่งให้กับบ้านพักในชั้นต่างๆ

ทางขาลงนั้น จะเป็นทางที่ไม่ตัดผ่านบ้านพักหรือผ่านแค่ที่สองที่เท่านั้น ฉะนั้นเรื่องอาหาร น้ำ รวมไปถึงห้องน้ำ ควรจะจัดการเสียให้เสร็จตั้งแต่บนยอดจะดีกว่าน่ะครับ (ถ้ากลับทางอย่างที่ผมกลับล่ะก็ ผ่านบ้านพักแค่ที่เดียวเองระหว่างทาง ) 

SA2A0201

ประมาณเกือบเที่ยง ผมก็ลงมาถึงที่ชั้นที่ 5 เหมือนกับที่ดูในทีวีเลย คนแยะ ร้านเยอะ รถก็แยะ และยังเป็นสถานีขนส่งอีกด้วย(แน่นอนที่นี้เปผมมาที่นี้เพื่อขึ้นรถบัสด้วย) เป็นศูนย์กลางของการขึ้นฟูจิซังจริงๆ  (สำหรับคนที่อยากมาแต่ไม่อยากลำบากมาก แนะนำให้มาทางนี้ครับ เรียกได้ว่าขอให้มีเงินมากหน่อย มาตัวเปล่าแล้วมาหาซื้อเอาที่นี้ก็ได้ครบน่ะครับ)

 SA2A0199SA2A0198

อันนี้เป็นที่ทำการไปรษณีย์ สามารถหาซื้อโปสการ์ด สแตมป์ที่ระลึกต่างๆ รวมทั้งมีตราประทับที่ระลึกวางไว้ให้ปั้มฟรีด้วย ด้านขวาเป็นโฆษณาขายชุดสแตมป์ที่ระลึกฟูจิซังน่ะครับ มีขายเฉพาะที่นี้(กับที่ยอดเขาตอนเปิดทำการ)เท่านั้น ใครสะสมก็อยากพลาด(2ชุด ชุดละ¥2,500)  

SA2A0202

ถ้าใครไม่อยากจะเดินมากสักเท่าไหร่ ลองใช้บริการม้านั่งขี้นไปก็ได้น่ะครับ นั่งบนหลังม้าไปได้ถึงชั้นที่ 7(เที่ยวละ ¥14,00) และยังมีรถเทียมม้าให้เลือกอีก(แต่ผมไม่รู้รายละเอียดอ่ะ) 

 SA2A0203

ในภาพเป็นไม้เท้าหกเหลี่ยนมที่ผมแนะนำให้ซื้อน่ะครับ กองเป็นตั้งๆ ที่นี้ขายพร้อมธงและกระดิ่งด้วยน่ะครับ แปลกดี ที่อื่นที่ผมผ่านมาไม่มี 

SA2A0204 

เข้ามาทางประตูตรงไปรษณีย์ เดินเข้าไปด้านในสุดจะเจอศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวภูเขาฟูจิ ถ้าอยากได้ข้อมูลและเอกสารต่างๆก็มาขอได้ที่นี้

SA2A0205

ถ้าได้เข้ามาในศูนย์อาหารถัดจากไปรษณีย์เข้ามา จะเป็นที่ขายฟูจิซังเมลอนปัง 富士山めろんぱん (ขนมปังเมลอนที่มีรูปร่างเป็นภูเขาฟูจิ) อันโด่งดัง แต่ต้องระวังเรื่องเวลาที่ไปซื้อด้วยน่ะครับ เพราะเค้าเปิดขายเป็นรอบๆ ต้องรอต่อแถวซื้อสถานเดียว (ผมไปก็ยังไม่ถึงเวลาขาย อดกินตามระเบียบ) 

 SA2A0206

ในภาพเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับนักท่องเที่ยวครับ มีทั้งที่ให้นั่งพัก ห้องน้ำ(ฟรี) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ห้องจัดนิทรรศการข้อมูลเกี่ยวกับฟูจิต่างๆ ถ้ามีเวลาลองเข้าไปเช็คดูน่ะครับ (โดยเฉพาะห้องน้ำ เพราะถ้าไปเข้าที่อื่นจะต้องเสียเงิน)

SA2A0210

สุดท้ายเป็นคุ๊กกี้รูปฟูจิซังที่ราดด้วยไวท์ช๊อคโกแลต เห็นน่ารักดี เลยซื้อจะเอาไปฝากคนที่บริษัท (เค้าจะได้ไม่โกรธมากที่หนีลางานไปเต็มๆอาทิตย์หนึ่ง) 20 แผ่น ¥850 

เป็นไงครับกับทัวร์ฟูจิซังครั้งนี้ สำหรับผมต้องยอมรับว่าเหนื่อย เจ็บ(กล้ามเนื้อ) และคงไม่คิดที่จะไปอีกในปีสองปีนี้อย่างแน่นนอน แต่ก็ต้องยอมรับน่ะครับ ว่าไปแล้วก็ได้อะไรกลับมาที่คุ้มค่าอยู่ทีเดียวเหมือนกัน(แต่น่าซื้อทัวร์ไปดีกว่า เพราะน่าจะถูกกว่า) ครั้งนี้ขอไว้เพียงแค่นี้ก่อน ขอบคุณที่ให้การติดตามอ่าน จะพยายามมาอัพบ่อยๆ (จริงๆแล้วผมไปทำงาน แล้วแวะเที่ยวค่อนข้างบ่อย ถ้าไม่ขี้เกียจเกินไปจะมาอัพเล่าสู่กันครับ) ว่าแล้วก็ขอตัวไปนอนเก็บแรงเตรียมตัวกลับไปทำงานT_T

 

©2010 元新聞男

2010/Aug/22

  เกือบๆหนึ่งปีที่หายไป เรียกว่าอัพเดตปีละครั้งก็ว่าได้ แถมของปีที่แล้วก็ยังไม่เสร็จ(จะหาเวลามาต่อให้จบแน่ครับ ภายในช่วงหยุดนี้ แล้วก็ขอขอบคุณที่ติดต่ออ่านกันจนมีจำนวนครั้งเกินแสนแล้ว แม้นว่าจะอัพปีละครั้ง) ไม่ใช่แก้ตัวน่ะครับ แต่ว่าปีที่แล้วหลังจากที่อัพครั้งสุดท้าย งานที่บริษัทยุ่งจริงๆ ออกทำงานต่างจังหวัดทุกอาทิตย์บ้าง ทำOTกลับรถไฟเที่ยวสุดท้ายบ้าง ค้างบริษัทบ้าง ทำงานเกือบตายทีเดียว แต่พอหมดงานแล้ว ก็โดนไล่ให้ไปเข้าอบรมโน่นนี้ ให้ไปเข้าโรงเรียนสอบเอาใบขับขี่รถอีก แถมต้องออกเงินเองทั้งหมด(สองแสนกว่าๆ ไว้จะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ถ้ามีเวลาน่ะครับ) ใช้วันหยุดส่วนตัวอีก(13วัน)ด้วย (แต่ก็ได้ใบขับขี่มาเรียบร้อย)

ปกติแล้วไม่รู้จะไปบ่นกับใคร เผลอระบายมากไปหน่อย มาเข้าเรื่ิองดีกว่าน่ะครับ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 6 ที่มาอยู่ที่ญี่ปุ่น ได้ไปหลายๆที่ ทำที่อยากมาก็แยะ มีอย่างหนึ่งที่ตั้งใจไว้ แต่ยังไม่ได้ทำคือการได้ไปเยือนภูเขาฟูจิ (ฟูจิซัง 富士山:ふじさん)  พอดีปีนี้เข้าปีที่ 2 ในบริษัท เริ่มเปรี้ยว ออกลายได้ บวกกับช่วงนี้งานไม่เข้า(พูดง่ายๆคือว่างงาน)  ที่ญี่ปุ่นตอนนี้เป็นฤดูร้อนด้วย ชาวบ้านเค้าหยุดไปเที่ยว จนกลับมาหมดแล้ว คราวนี้ถึงตาเราบ้างล่ะ เลยขอหยุด 1 อาทิตย์เต็มๆ (พูดกันจริงๆคือ 9 วัน รวมเสาร์อาทิตย์เข้าไปด้วย) โดยส่วนตัวแล้วผมเคยไปเดินดุ่มๆแถวเนปาลมาแล้ว เมื่อประมาณแปดปีที่แล้ว จัดว่ามีประสบการ์ณในระดับหนึ่ง(แต่ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย อาศัยพี่ๆนำไป แถมยังเป็นคอร์สที่ง่ายๆ ไกด์ยังเรียกว่าโคคาโคลาคอร์สเลย เพราะว่าไม่ว่าไปที่ไหนก็หาซื้อโค๊กกินได้) แต่พอเริ่มวางแผนจะไปจริง หาข้อมูลตามเว็บต่างๆ แถมรุ่นพี่ คนในบริษัทบ้าง แต่พอยิ่งรู้มากก็ยิ่งรู้ว่าดูถูกภูเขาฟูจิ ประเมินตำ่ไปจริงๆ อย่างแรกคือตอนที่ไปเนปาลนั้น ค่อยๆเดินใช้เวลาเกือบอาทิตย์ไต่ไปเรื่อยๆจนถึงราวๆ 3,400 เมตรจากระดับนำ้ทะเล รอบๆข้างไปป่า ทางเดินที่ทำเตรียมไว้อย่างดี(เป็นขั้นๆ) มีบ้านคนอยู่เรื่อยๆ แต่ที่จะไปภูเขาฟูจิในครั้งนี้ บอกตรงๆ ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ขึ้นไปจากระดับ 2,000 เมตร ไปยังยอดที่ประมาณ 3,700 เมตรภายในวันเดียว แล้วทางเดินที่เป็นหินกรวดเล็กๆของหินภูเขาไฟ  แทบไม่มีต้นไม้ ร่มไม้เลย (แน่นอนว่าบ้านคนก็ไม่มีครับ จะมีก็แต่ที่พักชั่วคราว อาจเรียกได้ว่าโรงเตี้ยมก็ว่าได้ ที่นี้เค้าเรียกว่ายามะโกะยะ 山小屋:やまごや ที่ตั้งกระจายอยู่ห่างๆ ตามชั้นความสูงของภูเขา โกเมะ 合目;ごうめ) บวกกับความต่างของอุณหภูมิตามระดับความสูง เช่น ข้างล่างที่ระดับน้ำทะเล จะร้อนตับแทบแตก(เพราะว่าเป็นฤดูร้อนอยู่ ปีนี้ญี่ปุ่นร้อนมากๆ เดิมก็ร้อนอยู่แล้ว จากความชื้นที่มีมากในประเทศเกาะ) พออยู่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ที่ยอดเขากลางวันจะอยู่ราวๆ 12-15 องศาในกลางวัน แต่ผมจะปีนเพื่อขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น (โกะไรโค 御来光:ごらいこう) ต้องขึ้นไปในตอนกลางคืน 夜間登山:やかんとざん อุณหภูมิจะอยู่ราวที่เลขหลักเดียว(ไม่รวมกรณีที่มีฝน หรือ ลม

ที่ผมกลัวที่สุดคือการที่ต้องขึ้นด้วยระดับความต่างของความสูงเกินพันเมตรภายในวันเดียว ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคแพ้ความสูง โคซังเปียว 高山病:こうざんびょう(เรียกถูกหรือเปล่าไม่ทราบน่ะครับ ถ้าผิดก็ขออภัย) ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วล่ะก็ได้แต่เลิกแล้วลงเขาอย่างเดียว(คราวที่ไปเนปาล ไม่เป็นเพราะว่าค่อยๆไต่ขึ้น บวกกับวิ่งเตรียมตัวทุกวันเป็นเดือน)  กับ สภาพอากาศบนเขาที่เปลี่ยนแปลงง่าย รวดเร็ว และรุนแรง

แน่นอนครับเรื่องนี้คนญี่ปุ่นที่เคยไปมาแล้ว เค้ารู้กันแทบทุกคน ทำให้แทบทุกคนพูดไปเสียงเดียวกัน ให้เตรียมตัวให้ดี ไม่งั้นลำบากแน่ ทำให้ผมต้องกลับมาคิด มาเตรียมตัวกันใหม่ มาลองดูแผน เงิน อุปกรณ์ของผมกันคร่าวๆ (เผื่อไว้เป็นตัวอย่าง แต่ถ้าจะไปจริงๆแล้วแนะนำเลยครับว่าซื้อทัวร์ไปโลด ถูกกว่า สบายกายใจกว่า เพราะมีไกด์คอยแนะนำ มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วย อย่ามาเป็นแบบผมเลย เพราะว่าไม่มีใครอยากไปด้วย เลยต้องไปคนเดียว วางแผนเอง ทำทุกอย่างเองหมด คิดแล้วก็เศร้าเล็กน้อย T_T)

วันแรก จริงๆแล้ว สามารถขึ้นลงได้ภายในวันเดียว โดยไม่ต้องค้างคืนในโรงเตี๊ยม แต่ไหนๆก็หยุดยาวแล้ว ผมอยากจะไปเรื่อยๆ ลองค้างโรงเตี๊ยมดู เทียบบรรยากาศว่าเหมือนกับที่เนปาลหรือเปล่า (แต่เสียเงินเพิ่ม ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่)

8:45  ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวเช้า

10:30 ออกจากห้อง เดินไปสถานีรถไฟ

10:49 รถไฟออก จากสถานีที่ผมอยู่โทโคโรซาว่า 所沢:ところざわ ในจังหวัดไซตามะ 埼玉:さいたま ไปยังสถานีโกะเท็นบะ 御殿場:ごてんば ในจังหวัดชิซุโอกะ 静岡:しずおか ค่าตั๋วอยู่ที่1940 

13:19 ถ้าไม่มีอะไรติดขัดแล้วล่ะก็สถานีโกะเทนบะ ซื้อตั่วรถบัสขึ้นเขา 登山バス:とざんばす สำหรับค่ารถบัสขาไปขาเดียวไปยังทางเข้าซุบาชิริ 須走口:すばしりぐち ¥1,500 จริงๆแล้ว ตั่วไปกลับถูกกว่าแค่ 2,000 เอง แต่ด้วยความแรดส่วนตัว ที่จะไปลงทางด้านอื่น ทางขึ้นภูเขาฟูจินั้นมี 4 ด้านคือ คาวากูจิโกกูจิ(หรือโยชิดะกูจิ)河口湖口/吉田口:かわぐちこぐち/よしだぐち ฟูจิโนะมิยะกูจิ 富士宮口:ふじのみやぐち ซุบาชิริกูจิ 須走口:すばしりぐち โกเท็นบะกูจิ 御殿場口:ごてんばぐちซึ่งทางขึ้นในแต่ละด้านก็จะมีลักษณะพิเศษ ความยากง่ายที่แตกต่างกัน ไว้จะอธิบายทีหลังครับ 

13:30  ขึ้นรถบัสขึ้นเขา รอบที่เร็วที่สุด เพื่อตรงไปยังทางเข้าซุบาชิริ 

14:30  ถึงทางขึ้นด้านซุบาชิริในชั้นที่ห้าใหม่ 新五合目:しんごごうめ แล้วเริ่มเดินขึ้นมุ่งไปยังโรงเตี๊ยมเอโดะยะ 下江戸屋:したえどや ที่พักในชั้นที่แปด 5500ต่อคืน (ไม่รวมอาหารค่ำเช้า โทรไปจองเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนเย็น) อ่านๆดูที่นี้เคยเป็นที่มงกุฏราชกุมารญี่ปุ่นองค์ปัจจุบันเคยมาประทับ เลยคิดว่าน่าจะดีในระดับหนึ่ง ไม่รู้จริงๆแล้วเป็นอย่างไร อ่านๆดูจะที่เค้าเขียนๆไว้ ได้ความว่าไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่

19:00 เข้าเช็กอิน กินข้าวเย็น แล้วเข้านอนเพื่อเตรียมออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าต่อไป

วันที่สอง 

1:30 ตื่นเพื่อเตรียมตัวขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น (ไม่รู้ว่าจะหลับได้หรือเปล่า เพราะได้ยินที่นอนแสนแคบ)

4:30 ค่อยๆเดินขึ้น ฝ่าความหนาวเย็น คงถึงราวนี้ ส่วนจุดที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นนั้น ไว้ถามหรือไม่ก็ไปดูที่ที่ชาวบ้านเค้าหยุดรอกันแยะ ตรงนั้นแหละ พระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 5:00 ได้ยินมาว่าตอนรอพระอาทิตย์ขึ้นนี่แหละที่ทรมาณที่สุด เพราะว่าเวลาหยุดเดินแล้วอุณหภูมิร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว แล้วถ้ามีลมพัดมาอีกจะยิ่งแย่ 

5:45 หลังจากหยุดพักและซื้อข้าวเช้ากินแล้ว(ได้ยินว่าราคาแสนจะโหดร้าย แต่คงต้องซื้อกินไม่งั้นไม่มีแรงเดิน) ที่ยอดเขาจะมีทางเดินวนรอบปากปล่องภูเขา (お鉢巡り:おはちめぐり) โดยฟูจิซังเป็นภูเขาไฟ 火山:かざん ที่รอวันประทุอยู่น่ะครับ ระเบิดประทุครั้งสุดท้าย ได้ยินมาว่าเกิดขึ้นในสมัยเอโดะ 江戸時代:えどじだい ประมาณสามร้อยปีที่แล้ว(หวังว่าคงไม่มาเกิดเอาพอดีช่วงที่ไป จริงๆแล้วไม่อยากให้เกิดเลย) คิดว่าใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ เนื่องจากทางเดินแคบ บวกด้วยคนแยะ จุดมุ่งหมายคือยอดที่สูงที่สุดของฟูจิซังและของญี่ปุ่น เคนกะมิเนะ 剣ヶ峰:けんがみね(3,776เมตร)เพื่อถ่ายรูปที่ระลึก

8:00 เริ่มเดินลง ขาลงนี้วางแผนไว้ว่าจะลงทางขึ้นด้านคาวากูจิโกะ เพื่อจะลงกลับไปขึ้นรถบัส กลับเข้าไปยังชินจูกุ โดยทางเดินขาลงนี้ ในทางขึ้นแต่ละด้านนั้น อาจจะมีทางเดินขึ้นลงที่ใช้ร่วมกันบ้างและแยกออกจากกันบ้างเป็นช่วงๆ ทำให้จราจรไม่ติดขัด และเปลี่ยนบรรยากาศไปภายในตัว 

12:00 ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง คิดว่าคงจะลงถึงที่ชั้นที่ห้าของทางขึ้นด้านคาวากูจิโกะ ซึ่งจะมีร้านค้าขนาดใหญ๋ ร้านอาหารตั้งอยู่ หยุดพักเพื่อกินข้าวกลางวัน

13:00 หลังจากกินข้าวกลางวัน แล้วก็ถึงเวลาเดินซื้อของฝาก เล็งๆไว้ก็มีโปสการ์ด(ที่ตั้งใจจะมาลงทางด้านนี้ ก็มีเหตุผลเพื่อจะต้องการตราประทับของฟูจิซังด้วยเหมือนกัน จริงๆแล้วอยากได้ของไปรษณีย์ที่ยอดเขามากกว่า แต่วันที่ไปถึงปิดทำการไปเรียบร้อยแล้ว เค้าเปิดทำการแค่ช่วงสั้นๆในฤดูร้อนของแต่ละปี เช็คดูจากเว็บของบริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่นแล้ว) กับขนมอีกนิดหน่อย งบไม่เกิน 5,000

14:00 ขึ้นรถบัสทางด่วน(ระหว่างจังหวัด) 高速パス:こうそくばす เพื่อกลับชินจูกุ

16:20 ถ้าบนทางด่วนรถไม่ติดมาก คงจะถึงประมาณเวลานี้ จากนั้นต่อรถไฟสายยามาโนะเตะ 山手線:やまのてせん สายเซย์บุ 西武線:せいぶせん กลับห้อง ค่ารถไฟ460

18:00  ถึงห้องโดยสวัสดิภาพ ครบสามสิบสอง ไม่ได้แผลไม่เจ็บไม่ปวดกลับมา(หวังไว้ว่าน่ะครับ)

ต่อจากแผนการเดินทาง แล้วมาดูรายการของติดตัวที่จะเอาไปกัน ส่วนใหญ่คนที่นี้เค้าจะมีเช็คลิสต์ไว้ เพื่อกันลืม มาดูลิสต์รายการของตัวอย่างของผมกัน

- เสื้อที่ซับเหงื่อแล้วแห้งเร็ว(ผมแนะนำเสื้อบอลหรือเสื้อออกกำลังกายของไนกี้ อาดิดาสทั่วไป) กางเกงที่เคลื่อนไหวได้ง่ายๆ (ผมติดกางเกงวอร์มไปด้วย) ทั้งสั้นทั้งยาวเตรียมไว้ไม่ให้พลาด

-  ชุดใส่ชั้นใน กันหนาว ทั้งล่างและบน ผมซื้อลองไทน์(กางเกงขายาวรัดรูป ช่วยในการเคลื่อนไหว ซัพเพอร์ขาเป็นด้วยในตัว)

HIMG0185

- วินด์เบรกเกอร์(ชุดกันลม ไปได้ของดีแสนจะเบามา ¥1,480) ดาวน์แจ๊กเก็ต(ค่อนข้างหนักแต่จำเป็นเมื่อจะขึ้นยอดเขาในตอนกลางคืน)

- รองเท้าเดินเขา รองเท้าเก่าของผมที่ได้รับการบริจาคจากรีบอคไทยแลนด์(ขอขอบคุณอีกครั้งมา ณ ที่นี้)นั้นหมดสภาพ ทิ้งไปเสียแต่เมื่อปีที่แล้ว(หลังจากใช้มาหกปี) คราวนี้ไม่มีผู้อุปถัมภ์แล้ว ก็เลยจำเป็นตั้งหาซื้อเอง เลยหาเอาจาก Amazon Japan ไปๆมาๆลงเอยที่คู่นี้ครับ(HI-TEC Vlite QUIK ZIP) ชอบมากตรงราคา ถูกใช้ได้ใจทีเดียว ที่5,000 (ระยะหลังมานี้แทบจะซื้อของทั้งหมดจากเน็ตอย่างเดียวเลยครับ สะดวกซื้อตอนไหนก็ได้ สั่งแล้วรออีเมล์ตอบกลับ รหัสสั่งของ แล้วไปเครื่องในคอมบินี่แถวๆห้อง ออกบิลจ่ายเงินที่แคชเชียร์ จากนั้นแค่รอรับของที่ห้อง หรือ ไม่ก็ไปรับที่คอมบินี่ก็ได้แล้วแต่จะเลือก) ไม่หนักมาก ประกอบกับมีไซส์พอดี เป็นรุ่นที่มีซิบอยู่ด้านข้าง(ดูได้จากรูป) ทำให้ถอดเข้าออกได้ง่าย

HIMG0175

- เฮดไลท์ อันนี้ก็จาก Amazon Japan เช่นกัน GENTOS HLX-339 ราคาย่อมเยาว์ 1,780 พอได้มาลองดูแล้ว ประทับใจเกินกว่าที่คาด สว่างจ้า ส่องได้ไกล ใช้ลูกบิดหมุนเปลี่ยนมีไฟได้ 2 แบบ ทั้งดวงเดียว 3ดวงเรียง ใช้ถ่าน3A 3ก้อน ปรับองศาของไฟได้อีกด้วย แต่เสียดายหนักไปนิดหนึ่ง 

- หมวกแก๊ป มีอยู่แล้วครับ ใส่ทำงานกลางเขื่อน กลางทะเล ไปด้วยกันมาแทบทั่วญี่ปุ่น

HIMG0178

- ชุดกันฝน เช่นเดียวกับหมวกแก๊ป แต่ซื้อมาแล้วเบิกเงินกับบริษัท อาจจะดูห่วยๆน่ะครับ แต่ว่าเป็นของที่ดีใช้ได้น่ะครับ กันนำ้ฝนได้ถึง 8,000 ml/24 ชั่วโมง

HIMG0182

 ชุดโมบายคอมพิวเตอร์ (viliv s5 32G SSD+reserve battery)กับอินเตอร์เน็ตไร้สาย(EMobile D25HW) แต่หลังจากชั้นที่ 5 แล้วคงใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้แน่ๆเลย แต่ติดตัวไปเผื่อใช้

HIMG0186

- CASIO Pro Trek Triple Sensor ซื้อมาตั้งแต่มาอยู่ใหม่ วัดได้ทั้งอุณหภูมิ ความกดอากาศ ความสูง ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้ในการเดินเขา ในที่สุดก็ได้ใช้ซะที

HIMG0188

- ทิชชู่ เว็ตทิชชู่ ถุงขยะ(เพื่อเก็บขยะส่วนตัวกลับ ข้างบนไม่มีถังขยะ และห้ามทิ้งขยะด้วยครับ ทั้งนี้เพื่อให้ฟูจิซัง ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลก World Heritage แต่เอาเข้าจริงคนไปก็ยังทิ้งกันอยู่ เห็นว่าที่ยังไม่ได้รับการลงทะเบียนก็เพราะปัญหาขยะนี่แหละครับ ถ้าได้รับลงทะเบียนแล้วล่ะก็ การไปจะต้องยุ่งยากขึ้น รวมทั้งการจำกัดคนก็จะมีขึ้นแน่นอน) ถุงพลาสติกมีซิบล๊อค(กันฝน) อาหารแท่ง+อาหารเหลว ลูกอมรสเกลือ(ชดเชยการเสียเหงื่อ) หมากฝรั่ง(อันนี้ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่เป็นความชอบส่วนตัว) ถุงมือ ไฟแช๊ค ยาแดง ปลาสเตอร์ ไกโร:カイロ(มันคือถุงผ้าให้ความร้อน ที่พอขย้ำๆแล้วความร้อนจะออกมา อยู่ได้ประมาณชั่วโมงสองชั่่วโมง ในรูปตรงกลาง) ที่ลืมไม่ได้คือเหรียญร้อยเยนไว้เพื่อเข้าห้องน้ำเพราะว่าห้องน้ำนอกยามาโคยะนั้นจ่ายเงินใส่กระป๋อง ไม่มีคนมาทอนให้ ครั้งหนึ่งก็ตกราว200 

HIMG0181

นอกจากนี้แล้วยังควรจะเตรียมไม้เท้า(ไว้คำ้พื้นช่วยในการเดิน) กับ ถุงหุ้มเท้า:スパッツ(ไว้หุ้มระวังปลายกางเกงกับรองเท้า กันไม่ให้หินกรวดหลุดเข้าไปในรองเท้า)  ส่วนตัวผมไม่ได้เตรียมไว้

จากนั้นเพื่อเป็นการลองรองเท้าใหม่ และ เตรียมขาไว้เดินในครั้งนี้ ผมก็ได้ไปงาน Japanese-American Friendship Festival 2010 ที่จัดขึ้นที่ ฐานทัพทหารอากาศอเมริกาโยโกตะ Yokota Air Base มา งานนี้เป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างฐานทัพกับชาวบ้านที่อยู่รอบๆ (หลังๆมานี้ฐานทัพทหารอเมริกาในญี่ปุ่นนี่ มีแต่ปัญหามากมาย โดยเฉพาะในจังหวัดโอคินาว่า 沖縄県:おきなわけん ที่ต้องการให้ย้ายออก เพราะว่าการบินขึ้นลงที่อันตราย มลภาวะทางเสีย)แต่มาหลังนี้คนจากที่ไกลๆก็เข้ามาร่วมด้วย รวมถึงผมด้วย ตั้งใจว่าจะไปมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แต่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดเสียก่อน ปีนี้ก็ลืม มาดูผ่านทีวีเห็นเข้า เลยฉวยโอกาสลองรองเท้า ซ้อมเดินตากแดดไปด้วยในตัว มาดูรูปพร้อมคำบรรยายคร่าวๆกัน

"HIMG0174

ป้ายทางเข้าฐานทัพประตูหมายเลข 5 ครับ(เค้าเปิดให้เข้าเฉพาะที่ทางเข้านี้เท่านั้น) ก่อนเข้ามีทหารอเมริกันตัวอย่างใหญ่ ตรวจกระเป๋า และ เครื่องตรวจโลหะ คนที่น่าสงสัยเท่านั้นที่โดนตรวจ (ผมก็ผ่านสบายๆ แทบไม่ดูของในกระเป๋าเลย ไม่ได้เข้มงวดอย่างที่คิด อุตส่าห์ติดพาสปอร์ตไปด้วย เพราะเหมือนจะเคยได้ยินว่าติดแสดงก่อนเข้า)

HIMG0173

อันนี้เป็นรถขนของที่ดัดแปลงมาเป็นรถรับส่งคนเข้า ไม่ต้องเดิน(ไกลเหมือนกัน ผู้ใหญ่ ¥100 เด็ก¥50) แถมด้วยทหารเมกันถือปืนฉีดน้ำ ฉีดน้ำลดร้อนให้ด้วย

HIMG0151

HIMG0147HIMG0150

HIMG0149

ภายในรันเวย์ ก็มีการนำเครื่องบินที่มีอยู่มาจัดแสดงด้วย แต่เข้าไปใกล้ไม่ได้ น่าเสียดาย (ตอนแรกได้ยินข่าวว่ามีเครื่อง steath จากโอกินาว่ามาแสดงด้วย แต่ไปดูจริงไม่เห็นมีแหะ)

HIMG0171

นอกจากจัดแสดงแล้วยังมีการบินโชว์ด้วย ทั้งบินตำ่ และบินส่ายซ้ายขวาเล็กน้อย 

HIMG0152

อันนี้เป็นบ้านพักของทหารเมกันในฐานนี้ เคยเห็นในสารคดีในทีวีญี่ปุ่น ค่อนข้างจะดี กว้างขวาง มีทั้งสปอร์ตคลับ สระว่ายน้ำ ซุปเปอร์ (ได้ยินมาด้วยว่ามีเงินภาษีของญี่ปุ่นมาสนับสนุนด้วย) 

HIMG0153

อันนี้เป็นสาวน้อยตกน้ำ(น่าจะเรียกว่า พี่มืดตกน้ำมากกว่า) ค่อนข้างได้รับความนิยมจากเด็ก บอลสามลูกเหรียญหนึ่งก็เล่นได้ 

HIMG0159

 HIMG0172

นอกจากนี้ยังมีทั้งเวทีคอนเสริต์การแสดงทั้งกลางแจ้ง ในร่ม(โรงเก็บเครื่องบิน) 

HIMG0166

ในงานมีขายอาหารอเมริกันทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ฮอตด๊อก พิซซ่า พาย เครื่องดื่ม แน่นอนเบียร์ก็มีครับ ในภาพเป็นป้ายขายเบียร์ในแบบแก้วทรงสูงพร้อมสายคล้องคอ แบบขวดยักษ์พร้อมสายคล้องคอ คนซื้อกันเพียบเลย ขวดเบียร์ยักษ์ห้อยคอกันเดินหันพล่าน (หมดแล้วเสียเงิน เติมได้ eco ใช้ได้) ในงานใช้ได้ทั้งเงินดอลล์ และเยน (รู้งี้แลกเตรียมไว้ดีกว่า เงินดอลล์ถูกมากช่วงนี้)

 HIMG0155

อันนี้เป็นรูปด้านหลังของทหารเมกันในยูนิฟอร์ม ดูรูปให้ดี ไม่รู้ว่าทำไมด้านหลังของหมวกแก๊ปมีปักอักษรว่า NINJA อยู่ ดูแล้วก็อดยิ้มเล็กๆไม่ได้

ภาคตระเตรียมการขอไว้เพียงเท่านี้ก่อนน่ะครับ ต้องจัดกระเป๋า จัดของเตรียมไปแล้วล่ะครับ แน่นอนครับว่ามีภาคต่ออย่างแน่นอน แล้วติดตามอ่านกันต่อน่ะครับ (สุดท้ายฝากให้ลองไปดูกันครับ กับเว็บของคนญี่ปุ่นที่ปีนยอดเขาในทุกทวีปทั่วโลก ด้วยนิยาม ตัวคนเดียว ไม่ใช้ถังออกซิเจน 単独無酸素 เป็นนักปีนเขาที่กำลังมีชื่อเสียงที่สุดในตอนนี้ คุริคิ โนบุคาซุ:栗城史多 ที่เจ๋งคือไม่ปีนเปล่า ถ่ายวีดีโอเพื่อถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตด้วย ทำให้ต้องปีนไปปีนกลับเพื่อตั้งกล้องถ่าย เก็บกล้อง ลองดูกันครับ http://kurikiyama.jp/)

 

 

©2010 元新聞男 

2009/Oct/31

เกือบ1ปีเต็มที่ไม่ได้มาอัพกัน ตั้งแต่คราวของทาคาโอะซัง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วนู้นแน่ะครับ รายละเอียดดูได้ในหัวข้อ 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...「高尾山」 ทาคาโอะซัน ภูเขาในกรุง กับใบไม้เปลี่ยนสี(ไม่มาก) กลับมาคราวนี้มีหลายๆอย่างที่ต่างแตกไป อย่างเช่นชื่อบล๊อคของผมที่เปลี่ยนไปเป็น 元新聞男 ไป เพราะว่าผมได้จบชีวิต(ไม่ได้ตายน่ะครับ)ของเด็กส่งสือพิมพ์ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจาก 4 ปีที่ไม่มีวันลืมเลือน ทั้งลำบาก สุข เศร้า เหงา รัก เจ็บไข้ อย่างที่เพื่อนผมที่มาส่งสือพิมพ์ด้วยกันว่าไว้ล่ะครับ มีเงินล้านก็ซื้อประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้ (เพราะว่าถ้ามีเงินล้านก็ไม่ต้องมาส่งสือพิมพ์ ให้ลำบากตัวแล้ว) ขอเล่าความเป็นมาของตัวผมต่อจากนั้นอีกสักหน่อยเพื่อให้ได้เข้าใจ ตอนนี้ผมได้งานทำที่ญี่ปุ่น เลยได้วีซ่าอยู่ต่ออีก 3 ปีน่ะครับ ทำบริษัทเกี่ยวกับสำรวจ ทำแผนที่ หลักๆจะใช้เฮลิคอปเตอร์น่ะครับ แต่ดันผมดันสังกัดส่วนของสำรวจทางทะเล ที่ไม่เกี่ยวกับเฮลิเลย(ได้ขึ้นเฮลิครั้งเดียว ตอนฝึกงาน) นอกนั้นขึ้นเรืออย่างเดียว มิหนำซ้ำว่ายน้ำก็ไม่เป็น(กรรมไม่มีแบ) จะขอบอกว่าทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นลำบากมากๆครับ ทั้งภาษา ทั้งวัฒนธรรม(แตกต่างไปจากร้านหนังสือพิมพ์ และบริษัทเก่าผมอย่างสิ้นเชิง) สถานการณ์ของผมนี้เรียกได้ว่ากลับตรงข้ามกับชีวิตในอุดมคติของผมที่เคยคิดไว้เลย คงเคยได้ยินคำนี้น่ะครับ ทำงานบริษัทฝรั่ง กินอาหารจีน มีเมียญี่ปุ่น อยู่บ้านเมืองไทย ตอนนี้ผมเป็นอย่างนี้ครับ ทำงานบริษัทญี่ปุ่น กินอาหารฝรั่ง (เกือบ)มีเมียจีน อยู่บ้านญีั่ปุ่น สถานภาพเลวร้ายที่สุด

ไม่พล่ามนอกเรื่องแล้วล่ะครับ มาเข้าเรื่องดีกว่า เผอิญตอนนี้ผมมาออกทำงานต่างจังหวัด ที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า 出張:ฉุดโจว อยู่ที่เมืองคุวานะ:桑名市 ตอนเหนือของจังหวัดมิเอะ :三重県 จริงแล้วๆจะต้องทำทั้งเสาร์ อาทิตย์ต่อไปเรื่อยไม่มีพัก แต่ด้วยเพราะว่าไต๋ก๋งเรือที่ใช้ในการสำรวจนั้นไปรับงานอื่น ทำให้ทำเสาร์ อาทิตย์ไม่ว่าง ประกอบกับผมทำงานไม่ได้หยุดมา 2 อาทิตย์แล้ว เลยขอรุ่นพี่หยุดพักซะ แล้วออกไปเที่ยวอิเซะจินกุ : 伊勢神宮 อย่างที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาคราวที่แล้ว(ผมมาที่นี้เป็นรอบที่สอง ภายในสองเดือน) 

ต่อไปผมขอเกริ่นเกี่ยวกับอิเซะจินกูสักนิดหน่อย (ตามความเข้าใจงูๆปลาๆของผม ที่อ่านมาจากไกด์บุ๊คบ้าง อินเตอร์เน็ตบ้าง) หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อหรือไม่เคยได้ยินชื่อของอิเซะจินกุ (แปลตรงตัวก็คือ ศาลเจ้าแห่งอิเซะ ที่มีที่ตั้งอยู่ที่แหลมอิเซะ ตอนกลางของเกาะฮอนชูในญี่ปุ่น) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วอิเซะจินกูนั้น ถือว่าเป็นหัวใจแห่งลัทธิชินโตของญีั่ปุ่นก็ว่าได้ คนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ:江戸時代 มีความเชื่อในการมาเยือนอิเซะจินกูเพื่อสักการะเทพอะมาเทระสุ:天照大神 เทพผู้ให้กำเนิด:祖神 (คงเคยได้เห็น ได้ยินมาจากการ์ตูนกันบ้างไม่มากก็น้อยน่ะครับ เช่นเทพฤทธิ์พิชิตมารคุจากุเป็นต้น) บิดาแห่งเทพทั้งหลายของลัทธิชินโตที่ทรงสถิตย์อยู่ที่นี้ตามความเชื่อมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าองค์จักรพรรดิก็ทรงสืบเชืื้อสายโดยตรงมาจากเทพอะมาเทระสุด้วย นอกจากนี้แล้วก็ยังมีศาลเจ้าย่อยๆของเทพต่างๆ(ลูกหลานของเทพอะมาเทระสุ) อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยตำนานเทพของชินโตนั้น ว่าไปแล้วมีส่วนที่คล้ายกับเทพนิยายของกรีกมาก โดยมีเทพแห่งธรรมชาติต่างๆ มีรูปแบบสังคม มีอารมณ์ต่างๆ มีตำนานเล่าขาน หากสนใจลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูน่ะครับ (ไม่งั้นยาว...)

การเดินทางไปยังอิเซะจินกูนั้นก็ค่อนข้างจะซับซ้อนนิดนึงน่ะครับ โดยถ้ามาจากโตเกียว แล้วล่ะก็ให้มาที่เมืองใหญ่ๆในแถบคันไซเช่น โอซาก้า:大阪 หรือนาโกย่า:名古屋 เสียก่อน แล้วมาต่อรถไฟไปยังสถานีอุจิยามาดะ:宇治山田 ของคินเทซึ:近鉄 หรือสถานีอิเซะชิ:伊勢市ของเจอาร์:JR ส่วนตัวผมนั้นนั่งจากคุวานะ นั่งรถไฟ(บริษัท)คินเทซึ แล้วไปต่อรถของคินเทซึอิเซะที่สถานีนาคาคาวะ:伊勢中川 แล้วไปลงที่สถานีอุจิยามาดะ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง นั่งเล่นดีเอสไปหลับไป ไม่มีความรู้สีกว่านานเลย (ค่ารถ 1170เยนต่อเที่ยว)

เมื่อมาถึงแล้วก็มาต่อรถบัสเพื่อไปยังหน้าศาลเจ้าเลยที่่ป้ายรถเบอร์1หน้าสถานีเลย ค่ารถก็160เยน เมื่อจะไปหน้าศาลเจ้าล่าง 外宮:เกะกู และ410เยน เมื่อจะไปหน้าศาลเจ้าใน内宮:ไนกู (ราคาต่อเที่ยวจากหน้าสถานี)

เสริมอีกนิดครับ  อิเซะจินกูนั้นเป็นชื่อเรียกรวมๆของศาลเจ้าที่อยู่ในละแวกนี้ทั้งหมดน่ะครับ แต่ที่สำคัญๆ ที่มีผู้ศรัทธามาสักการะเป็นหลักคือ ศาลเจ้าล่าง 外宮(ชื่อทางการคือ 富受大神宮) และศาลเจ้าใน 内宮(ชื่อทางการคือ 皇大神宮) โดยศาลเจ้าล่างที่คนญี่ปุ่นเรียกกันติดปากว่าเกะกูนั้นเป็นที่ทรงสถิตย์ของเทพโทโยอุเคะ:富受大神 เทพแห่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย:食衣住(ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ขาดยารักษาโรคไปอย่างไม่งั้นครบทั้งปัจจัยสี่แล้ว (สร้างหลังจากศาลเจ้าในประมาณ 500ปี) และศาลเจ้าในที่คนญี่ปุ่นเรียกกันติดปากว่าไนกู(อย่างที่ผมได้เกริ่นในตอนต้น) ซึ่งว่ากันว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นที่ทรงสถิตย์ของเทพอะมาเทระสุ

อันนี้เป็นแผนที่แสดงที่ตั้งทั้งศาลเจ้าในและศาลเจ้าล่างที่อยู่ค่อนข้างห่างกันทีเดียว โดยศาลเจ้าล่างนั้นห่างจากสถานีอุจิยามาดะไปประมาณ 800 เมตรเอง นั่งรถบัสก็ประมาณ 5 นาที ส่วนศาลเจ้าในนั้นนั่งรถบัสใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ตอนแรกผมว่าจะไปที่ศาลเจ้าในเสียก่อน เพราะเห็นว่าควรจะไปสักการะเทพองค์ที่มีศักดิ์สูงกว่า แต่พอขึ้นรถบัสไปเจอป้ายประกาศ อ่านเข้าก็รู้ว่าคนญี่ปุ่นแต่โบราณ เค้าไปสักการะจากศาลเจ้าล่างไปยังศาลเจ้าใน เลยเปลี่ยนใจ 180 องศา นั่งไปลงหน้าศาลเจ้าล่างแทน

จริงๆแล้วอยากได้ป้ายไม้ที่ระลึกที่ช่วงนี้เค้าแจกวันละ 500ชิ้นเท่านั้นด้วยน่ะครับ (ส่วนตัวคันจิหวัดๆนั้น เขียนว่า ซังกู:参宮 มีความหมายว่าได้มาเยือนอิเซะจินกูแล้ว )ป้ายไม้นี้ไม่เพียงแต่แค่เป็นของที่ระลึกเท่านั้น ยังใช้เป็นส่วนลดในการซื้อของ กินอาหาร ในแถบนี้ด้วย มีรายชื่อร้านที่ร่วมรายการอยู่ในซองที่รับมาพร้อมกัน


ภาพทางเข้าด้านหน้าของจากทางเดินเข้าสักการะ โอโมเตะซังโด:表参道 ที่เป็นทางเข้าหลัก โอโมเตะซังโดะนี้จะเป็นทางเดินเข้าสู่วัดหรือศาลเจ้าในญี่ปุ่น มักจะมีร้านค้้าหรือร้านอาหารอยู่ อย่าลืมแวะน่ะครับ คราวนี้ผมก็ไม่พลาดเช่นเดียวกัน ติดตามต่อในตอนท้่ายๆ (นอกจากนี้ยังมีทางเข้าทิศเหนืออีกทางครับ) แผนที่ของศาลเจ้าในและศาลเจ้าล่างนั้นดาวน์โหลดได้จาก http://www.isejingu.or.jp/shosai/english/index.htm

ส่วนภาพนี้เป็นสะพานทางเข้าครับ มีชื่อเรียกด้วยน่่ะครับ คือ 表参道火除橋 แปลความหมายดูแล้วก็รู้ว่าเป็นสะพานที่ไว้กันศาลเจ้าจากไฟไหม้จากด้านนอกลามเข้ามานั้นเองโดยสร้างพร้อมกับคูน้ำล้อมรอบ เป็นการบอกอาณาเขตไปในตัวด้วย (ทางเดินนั้นเิดินด้านขวามือ)

ภาพนี้เป็นห้องเป็นประชาสัมพันธ์และรักษาความปลอดภัย ขอรัับแผนที่(แต่เป็นญี่ปุ่น) แผ่นพับอธิบายภาษาอังกฤษ ป้ายที่เห็นอยู่ในภาพจะบอกเวลาเปิดปิดในแต่ละเดือน เพราะว่าถ้าเป็นฤดูหนาวแล้วจะมืดเร็ว จะปิดเช้าหน่อย

  ช่วงนี้เป็นหน้าของดอกเบญจมาส คิคุ : 菊 จึงมีการนำมาถวายเพื่อเป็นการสักการะและดอกเบญจามาสยังเป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงค์ญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ยังมีบอนไซสวยๆมาประดับด้วยเรียบ ง่าย สวยตามสไตล์ญี่ปุ่นมากครับ

เมื่อเข้าไปจะพบกับสระน้ำำมากะทามาอิเคะ 勾玉池(เป็นรูปประคำครึ่งวงกลม ครึ่งหนึ่งของสัญลักษณ์หยิน หยางน่ะครับ)สระน้ำในส่วนของศาลเจ้าล่าง ไว้เพื่อกันไฟไหม้ นอกจากนี้ยังมีเวทีที่จะมีการแสดงระบำต่างๆเพื่อถวายแก่เทพ ในงานเทศกาลต่างๆของศาลเจ้า

ทามาอิเคะนี้เป็นหนึ่งในสามเทวภัณฑ์ : 三種の神器 อันได้แก่ กระจกยาตะ 八咫鏡:やたのかがみ ประคำยาซาึคะนิ 八尺瓊勾玉:やさかにのまがたま ดาบอะมาโนะมุระคุระโมะ 天叢雲剣:あめのむらくものつるぎ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ ดาบคุซานางิ (ดาบในตำนาน ที่มักจะเป็นดาบที่ดีมากๆ ในเกมภาษาต่างๆ) นอกจากนี้แล้วยังเป็นสํญลักษณ์แห่งจักพรรดิของญี่ปุ่นด้วย 

 

  เมื่อเดินถัดเข้าไปจะพบกับสิ่งปลูกสร้างที่่ใหม่ สวยงาม  แต่ไม่ใช่ตัวศาลเจ้าใดๆน่ะครับ เป็นสถานที่ประกอบพิธีเท่านั้นน่ะครับ เช่น แต่งงาน อวยพร เป็นต้น ตามพิธีกรรมของชินโต ด้านล่างเป็นค่าประกอบพิธีต่างๆ ตั้งแต่ห้าพันถึงห้าแสนน่ะครับ

  ภาพนี้เป็นหินที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าศาลหลัก:御正殿 เชื่อกันว่าเป็นแหล่งรวมพลังงานให้กับศาลหลัก สัมผัสแล้วจะรู้สึกอุ่นจากพลังที่รวมรวบ ลุงๆป้าๆเลย ต่อแถวกันไปแตะ ไปจับดู ตัวผมลองดูแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เห็นจะรู้สึกอุ่นอะไรเป็นพิเศษเลย แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลน่ะครับ

  ภาพนี้เป็นทางเข้าศาลหลักครับ ตัวศาลเรียบง่าย แต่เคร่งขรึม สมกับเป็นศาลเจ้าแบบโบราณดั่งเดิม แต่จะสังเกตุว่าหลังคา มีรูปร่างพิเศษเป็นรูปแบบพิเศษเฉพาะศาลเจ้าในอิเซะเท่านั้น(เท่าที่ผมรู้น่ะ) ตัวศาลที่เห็นในรูปด้านขวานั้นเป็นเพียงตัวศาลในด้านนอกสุดที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะเท่านั้นน่ะครับ ด้านในถัดเข้าไปยังมีศาลหลักตัวจริงที่เป็นที่ประทับของเทพอยู่ อยากถ่ายรูปมาให้ดูกัน แต่เค้าห้ามน่ะครับ แถมด้านในยังมีเจ้าหน้าที่ดูแลยืนอยู่ด้วย 

  ดูกันชัดๆกันอีกรูป กับแบบหลังคาที่เรียกว่ายุยอิซึชินเมซึคุริ:唯一神明造 มีลักษณะพิเศษคือ จะมีไม้ขวางปิดทอง 9ท่อนวางอยู่บนสันของหลังคา ซึ่งมีเพียงแต่ในศาลหลักของศาลเจ้าล่าง และศาลหลักของศาลเจ้าในเท่านั้น (ที่เป็นในรูปนั้นไม่ใช่ศาลหลักน่ะครับ เลยมีแค่ 5 ท่อนเท่านั้น)

รูปนี้เป็นรูปที่ผมจงใจวางกระดาษ A4 ลงบนตอไม้ในเขตศาลเจ้า จะเห็นได้ถึงความใหญ่ของต้นไม้น่ะครับ ส่วนอายุนั้นผมว่าประมาณหลายร้อยปีน่ะครับ กว่าจะได้ความใหญ่ขนาดนี้ 

  ส่วนภาพนี้เป็นศาลเจ้าอื่นๆที่อยู่ในเขตศาลเจ้าล่างนั้น ซึ่งมีความเ่ชื่อว่าเป็นที่ประทับของเทพเช่นกัน

ตอนเดินข้ามสะพานจะออกจากศาลเจ้านั้น พอดีเห็นแมลงปอเกาะนิ่งอยู่บนราวสะพาน เข้าไปใกล้ก็ไม่ยอมบินหนีไป เลยถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกไว้ซะ 

 ตรงข้ามกับศาลเจ้าล่างนั้นจะเป็นที่ว่าง ซึ่งในตอนนี้ถึงประมาณกลางเดือนธันวาคมนั้นจะมีตลาดนัดขายของดีประจำท้องถิ่นของเมืองอิเซะ:伊勢市 ตั้งแต่ของสด เช่นกุ้งอิเซะ:伊勢海老 (กุ้งมังกรแดง ซึ่งมีชื่อเสียงมาก จนกลางเป็นชื่อพันธุ์กุ้งไปเลย) หอยเปาฮื้อ อะวาบิ:鮑 ปลาตากแห้ง และปลาไหลย่าง:鰻 เหล้าท้องถิ่น :地酒 ขนมต่างๆมากมาย ราคาก็ไม่แพง ไม่ถูก(เท่าที่ดู) ตัวผมเองก็อยากซื้อหลายอย่างเหมือนกัน แต่ติดที่ยังมีงานเหลืออีก7ถึง10วัน ถึงจะได้กลับบ้าน ซื้อดองไว้ก็เสียเปล่าๆ ได้แต่ตัดใจซื้อแค่ขนมดังโกะ:団子 กินประทังท้องไปก่อน รอไปกินข้าวเที่ยงแถวศาลเจ้าใน (หาข้อมูลร้านดังจากอินเตอร์เน็ต เตรียมต่อแถวไว้แล้ว) ราคาก็แสนถูกไม้ละ 80เยนเอง

ภาพนี้เป็นถนนหน้าผ่านเข้าไปยังศาลเจ้า จะพบเห็นโคมไฟที่เรียกว่า โทโร:灯篭 เรียงรายอยู่ทั้งริมสองข้างทาง 

 

จากนั้นก็นั่งรถบัส ต่อไปยังศาลเจ้าในอีกประมาณ15นาที พอดีได้เวลาข้าวเที่ยง เดินมามาก ท้องก็เริ่มหิวน่ะครับ ด้วยข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและไกด์บุ๊ค ก็ตัดสินใจไปต่อแถว เพื่อรอกินอิเซะอุด้ง:伊勢うどん อุด้งในแบบของท้องถิ่นอิเซะ ร้านที่ผมไปต่อแถวนี้ ค่อนข้างมีชื่อเสียงทีเดียว ชื่อร้านคือ โอกะดะยะ:岡田屋 ภาพล่าเป็นกะยาคุอุด้ง:かやくうだん เป็นอิเซะอุด้งที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่อง ทั้งเต้าหู้ทอดหั่น:揚げ豆腐 คามาโบโกะ:かまぼこ คาซ๊โอะบุชิ :鰹節 เส้นอุด้งนั้นค่อนข้างจะใหญ่กว่าปกติ(ที่เคยกิน) เส้นนุ่มมากๆน่ะครับ แทบไม่ต้องเคี้ยวก็ขาดแล้ว นอกจากนี้เส้นยังออกรสหวานของข้าวนิดๆ(เสียดายแต่ไม่ค่อยเหนียว ไม่มีอะำไรให้เคี้ยว) ส่วนน้ำซุป(เรียกว่าน้ำราดจะดีกว่า เพราะว่ามีแค่นิดเดียว)นั้น ออกรสหวานนำเค็มนิดๆ กลิ่นหอมของโชวยุเด่นนำออกมา โดยรวมแล้วถือว่าอร่อยทีเดียว สมกับที่เสียเวลาต่อแถวรอ ไม่เพียงแต่อิเซะอุุด้งเท่านั้น ยังมีโซบะ และอาหารพวกข้าวด้วย เมนูหลากหลายนะ่ครับ แต่อุตส่าห์มาถึงอิเซะแล้วไม่ลองอิเซะอุด้งก็กระไรอยู่

 

 

 

 

 

 

2008/Nov/05

กลับมาอีกกับซี่รีย์ เที่ยวละไม ไปดั่งใจ (หลังจากตอนของวัดเซ็นโซจิ เมื่อปีใหม่ 2007 นู้นแน่ะ รายละเอียดดูได้ในหัวข้อ 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...วัดเซ็นโซจิ, อาซาคุซะ) อย่างที่คราวที่แล้วบอกไว้ เพราะตอนนี้ผมหยุดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ทำให้มีเวลาว่าง ไหนๆก็ปีสุดท้ายแล้ว เที่ยวดีกว่านอน ประกอบกับอากาศที่แสนดีเป็นใจแก่การออกไปท่องเที่ยว(แรด... อากาศดีจริงๆครับ อากาศค่อนข้างเย็นแต่แดดจัด ไม่มีเมฆ) คราวนี้ก็ได้เวลาที่อย่างที่ผมวางแผนไว้มาเกือบ 2 ปีที่จะไป 高尾山 ทาคาโอะซัน อันเป็นภูเขาที่อยู่ในกรุงโตเกียว(ผมเขียนไม่ผิดครับ อยู่ในโตเกียว บางคนรวมทั้งผมด้วย ที่มีภาพของโตเกียวที่มีแต่ตึกสูง แสงสี ไฟ เทคโนโลยีอันก้าวล้ำ แต่อย่างชื่อหัวข้อในคราวนี้แหละครับ) แต่ทว่าตอนนี้ในโตเกียวนั้นยังไม่ถึงช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (โคโย/โมมิจิ-紅葉 อ่านได้ 2 แบบ) ทำให้โอกาสที่จะเห็นนั้นต่ำมากน่ะครับ ผมเช็คจากเน็ตก่อนไปแล้ว(นี่เป็นเว็บของทางทาคาโอะซันที่เป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ ถ้าจะหาข้อมูลก็เชิญได้ครับhttp://www.takaotozan.co.jp/takaotozan_eng1/index2.htm)

ทาคาโอะซันนั่นมีชื่อเสียงมากครับ ในเรื่องความงามของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ที่เขาทั้งเขาจะกลายเป็นสีแดง สีส้มสดใส(ดูได้อย่างในรูปแผ่นหน้าสุดของแผ่นพับด้านล่างน่ะครับ ประมาณนั้นจริๆ) แต่เมื่อถึงตอนนั้นคนที่มาก็จะล้านแปดเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ใกล้ที่สุดจากโตเกียวแล้ว (ขืนไปตอนนั้น แม้นแต่ทางเดินขึ้นเขาก็ยังต้องต่อแถวเลยล่ะครับ ดูจากทีวีมาเมื่อปีที่แล้ว เนี่ยขนาดผมไปในวันธรรมดา ยังไม่ใช่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี คนยังแยะเลย) และอีกอย่างคือถ้าไม่ไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปตอนไหนแล้วล่ะครับปีนี้(ไม่น่าจะว่างแล้ว)

เริ่มการเดินทางกันเลยน่ะครับ แม้นจะว่าทาคาโอะซันไว้้ว่าอยู่ในโตเกียว แต่ก็ไม่ได้อยู่ในโตเกียว 23 เขต-東京23区(ที่เขตที่เป็นศูนย์กลางของโตเกียว ที่ประชากรหนาแน่น ใกล้กับฝั่งอ่าวโตเกียวนั้นเอง ยังมีเมือง-市อีกหลายเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในเกาะด้วย)อยู่ในฮะจิโอวจิชิ-八王子市(แปลกันตรงๆก็คือเมืององค์ชายแปด อย่างกับหนังจีนฮ่องเต้) ถ้ามาจากกลางโตเกียว อย่างจาก新宿-ชินจูกุแล้วล่ะก็สามารถนั่งรถไฟสายเคโอ-京王 จากชินจูกุรวดเดียวไปลงสถานีทาคาโอะกุจิ-高尾口駅 (ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้น กับค่าเดินทางแต่ 370 เยน)ได้เลยสะดวกมากครับ ยิ่งตอนนี้ทางสายเคโอกำลังจัดแคมเปญตั๋วลดราคาที่ชื่อ 高尾山割引乗車券-ทาคาโอะวาริบิคิโจชะเคน อยู่น่ะครับ  ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ 2 รอบ จากปกติ 1640 เยน วันธรรมดาเหลือ 1320 เยน วันเสาร์-อาทิตย์-หยุดราชการ 1480 เยน หรือ ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ขาเดียว จาก 1210 เยน เหลือ 980 เยน สำหรับวันธรรมดาน่ะครับ ประหยัดไปได้มากทีเดียว(ถ้ามีโอกาสได้ไปในช่วงนี้แล้ว อย่าลืมใช้ล่ะครับ คุ้มมากครับ เพราะแค่ค่าขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งนั้น ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ  900 เยนแล้ว) ส่วนผมนั้นไม่ได้อยู่แถวชินจูกุน่ะครับ ก็ทำใจต่อรถไฟ 3 ต่อ กับ เวลาชั่วโมงครึง แต่ก็ถือว่าไม่นานมากน่ะครับ

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมตัวสักก่อน เริ่มจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเดินสักก่อน อันนี้ค่อนข้างมีความมั่นใจ(เพราะว่าผมทำงานใช้แรง เดินวันละหลายๆชั่วโมง และวิ่งขึ้นบันไดเป็นร้อยๆขั้นอยู่ทุกวัน) จากกนั้นก็มาเตรียมของและอุปกรณ์กัน ผมเตรียมไปทั้งน้ำชา ขนมปัง ไวตามิลค์(ที่นี้ก็หาซื้อได้ ในไชน่าทาวน์/จูคะไก-中華街ครับ) หมากฝรั่ง ถุงมือ(กันหนาว+ไว้จับโน่นจับนี้)เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว(สองอย่างหลังไม่รู้อันไปทำไม หนักป่าวๆ แต่ถ้าเป็นวันที่อากาศไม่แน่นอนแล้วจำเป็นมากๆครับ) และที่สำคัญที่สุดคือ ถุงพลาสติกไว้สำหรับใส่ขยะ เพราะว่าบนเขานั้นจะไม่มีที่ให้ทิ้งขยะเลยแม้นแต่ที่เดียว จะต้องเอาขยะที่เกิดจากการกินดื่มหรืออื่นๆของตัวเองติดตัวกลับบ้านไป นี่เป็นนโยบายของเค้าครับ ผมออกจากห้องมาตอนช่วงเช้า ตอนชั่วโมงเร่งด่วน ฝ่ากลางโตเกียวออกมา พอเข้าใกล้สถานีปลายทางปุ๊ปก็เห็นกรุ๊ปทัวร์(ลุง-ป้า)เริ่มทยอยขึ้นมาแทนพนักงานบริษัทและนักเรียน พอใกล้จะถึงสถานีปลายทาง รถไฟก็เต็มไปด้วยลุง-ป้า ตา-ยาย และกรุ๊ปทัวร์ผู้สูงอายุเท่านั้น รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนที่น่าจะอายุเด็กที่สุดในรถไฟไปแล้ว (พอมาตอนหลัง ระหว่างที่เดินขึ้น ก็จะเริ่มเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนทั้งประถม ทั้งมัธยมต้นที่มาเอนโซคุ-遠足 ทัศนาศึกษากัน ส่งเสียงดัง สนุกสนาน เฮฮากันดี)

นี่เป็นภาพรอบบริเวณสถานีทาคาโอะกุจิ ล้อมรอบไปด้วยเขา และใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วบางที่ แต่โดยรวมแล้วยังไม่ถึง 10เปอร์เซ็นต์เลย (เห็นไกด์บอกว่าต้องรอประมาณเกือบปลายเดือนนี้ถึงจะเปลี่ยนสี แล้วต้องรออากาศเย็นลงกว่านี้ เหลือประมาณ 10องศาก่อน แอบฟังน่ะครับ)

อันนี้เป็นแผ่นพับแผนที่และที่รวบรวมตราประทับของสายเคโอน่ะครับ มีตั้งอยู่ตรงทางออกจากสถานีเลยครับ เป็นทั้งแผนที่และที่รวบรวมตราประทับ ถ้ารวบรวมตราประทับได้ครบแล้วให้ส่งไปชิงโชครางวัลได้อีก แต่ทว่าการที่จะได้ตราประทับครบนั้นจะต้องเดินไปตามเส้นทาง ที่มีโต๊ะตราประทับตั้งอยู่น่ะครับ(ตราประทับจะเป็นรูปของพันธุ์นกที่พบได้ในทาคาโอะซัน) บางที่มีให้ประทับแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น และถ้าหากขึ้นแค่ทาคาโอะซันแล้วล่ะก็จะได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อยากที่ผมไปประทับมาน่ะครับ เพราะตราประทับอันอื่นนั้นจะอยู่ในเส้นทางการเดินที่ต่อจากยอดของทาคาโอะซันต่อไปยัง ยอดอื่นซึ่งใช้เวลาในการเดินอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง (ตอนแรกผมว่าจะไปเหมือนกันน่ะครับ แต่ทว่าดูเวลาแล้วไม่ทันพระอาทิตย์ตก เดินเขาตอนมืดอันตราย+เสี่ยงเกินไปสำหรับชายโฉด...เอ๊ยโสดอย่างผม)

   

อันนี้เป็นแผนที่เส้นทางเดินหมายเลข 1 ที่เรียกว่า โอโมเทะซันโดคอร์ส-表参道コ-ス มีความยาว 3.8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 100 นาที เดินลงประมาณ 90 นาที (ถ้าใช้เคเบิ้ลคาร์ หรือลิฟต์นั่งก็จะประหยัดไปได้ประมาณ 40 นาที) เป็นทางที่ใช้ขึ้นไปนมัสการวัด เป็นเส้นทางที่เดินง่ายที่สุดน่ะครับ เหมาะสำหรับผู้ที่มาเป็นครั้งแรก (เด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์)ผมใช้ในขาขึ้นไปน่ะครับ โดยเป็นเส้นทางที่เส้นทางเดินในทาคาโอะซันนั้นมีทั้งหมด 6 เส้นทางน่ะครับ แต่ละเส้นทางก็จะมีหัวข้อ ลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป (เส้นทางเดินนั้นก็ไม่ค่อยทับซ้อนกันเท่าไหร่ ลองเริ่มเดินในหมายเลขไหนแล้ว ต้องเดินให้จบเลยล่ะครับ) และต่อไป 

ภาพนี้เป็นสถานีคิโยทาคิ-清滝駅 สถานีขึ้นเคเบิ้ลคาร์ครับ และเป็นที่ขายตั๋ว ซื้อตั๋วแล้วจะเลือกนั่งเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งอย่างไหนก็ได้ ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ 900 เยน  

ถ้ารักสะดวก ชอบความสบายก็ขึ้นเคเบิ้ลคาร์โลดครับ มีทุกๆ 15 นาที ต่อแถวรอหน่อย(ถ้าคนไม่แยะมากน่ะครับ) ซื้อตั๋วแล้วขึ้นที่ชานชะลาข้างที่ขายตั๋วได้เลย เคเบิ้ลคาร์รุ่นนี้จะเปลี่ยนใหม่แล้วน่ะครับ ในปลายเดือนหน้า หลังจากถูกใช้มากว่า 40 ปี (ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็ห้ามพลาดน่ะครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ มาอ่านเจอตอนก่อนกลับ เลยไม่มีโอกาสได้ใช้บริการ)

แต่ถ้ารักสนุก ชอบความท้ายทายล่ะก็ มาขึ้นลิฟต์นั่งแบบผมดีกว่าครับ  (ได้บรรยากาศ+เสียวกว่าแยะ) ทางไปขึ้นที่สถานีซันโระคุ-山麓駅 สำหรับขึ้นลิฟต์นั่ง โดยกว่าจะถึงชานชะลาก็ต้องปีนบันไดขึ้นไปสัก 50 ขั้นเสียก่อน(ป้าๆบางคน เห็นบันไดทางขึ้นก็เปลี่ยนใจไปต่อแถวรอเคเบิ้ลคาร์ก็มี) วิธีขึ้นนั่งก็เร้าใจครับ ก่อนอื่นต้องไปรอยืนหน้าสายพาน รอสัญญาณแล้วขึ้นไปบนหยุดยืนสายพานที่จะเลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา แล้วกะจังหวะให้ดี(ตามที่พนักงานบอก)เพื่อให้นั่งลงพอดีกับจังหวะที่ลิฟต์มา(ตอนผมจะนั่งก็เสียวๆ เหมือนกัน คิดเหมือนกันว่าถ้านั่งพลาดเนี่ย ทั้งอาย ทั้งอันตราย)

ตอนแรกๆ เท้าก็ห่างจากพื้นไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่พอไปเรื่อยๆแล้วลิฟต์มันค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ล่ะครับ ความกลัวต่างๆเริ่มเข้ามาเยือน ไม่ใช่กลัวความสูงน่ะครับ แต่เป็นความกลัวอย่างอื่นเช่น กลัวโทรศัพท์มือถือ(ที่ใช้ถ่ายรูปนี้)หรือของอื่นๆมันจะหล่นกลางทาง (หล่นแล้วเป็นเรื่องแน่ๆ หากันตายเลย) หรือ กลัว(ไฟดับทำให้)ลิฟต์ค้างกลางทาง แล้วต้องเดินไปบนตาข่ายที่พาดด้วยไม้(อย่างกะเล่นกายกรรม ดูได้ในรูปขวา) ที่รองรับอยู่ด้านล่างแทน(ถ้าจะลำบาก)

ดูความสูงตอนช่วงที่(น่าจะ)สูงที่สุดซิครับ ผมว่าอยู่ห่างจากพื้นได้สัก 20-25 เมตรได้ เป็นความสูงที่เทียบเท่ากับระดับยอดไม้ของต้นสนซีดาร์-杉ที่ยืนสูงตระหง่านเลยทีเดียว(ดูรูปขวาเป็นหลักฐานครับ)

นั่งลิฟต์มาได้ประมาณเกือบ 20 นาที(ช้าใช้ได้เลยครับ คิดว่าน่าจะช้ากว่าเคเบิ้ลคาร์นิดหน่อย) ก็จะถึงสถานีซันโจว-山上駅 ตอนลงจากลิฟต์ก็ตื่นเต้นร้าใจครับ เพราะต้องกะจังหวะลุกขึ้นยืนบนสายพาน(ระบบเดียวกับตอนขึ้น)แล้วรีบเดินออกไปทางซ้าย(ระวังด้วยน่ะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นนาน ทำให้อาจจะไม่มีแรงยืนได้ ผมก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน) จากนั้นต้องเดินต่อไปแล้ว(ไม่มีให้สะดวกแล้วล่ะครับ)

เดินจากสถานีซันโจวของลิฟต์มาได้สักพักก็จะพบกับสถานีทาคาโอะซันของเคเบิ้ลคาร์ (เห็นไหมล่ะครับว่าถ้ารักสะดวก ชอบสบายขึ้นเคเบิ้ลคาร์ดีกว่า เพราะมาได้สูงกว่า ใช้เวลาน้อยกว่าด้วย) ตรงนี้จะมีร้านค้าและร้านอาหารอยู่ ราคาไม่แพงกว่าปกติมาก เมนูมีให้เลือกหลายหลากด้วย และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดกัน(เพราะผมพลาดมาแล้ว) นั่นก็คืออย่าลืมซื้อเทนกุยาคิ-天狗焼き ขนมยอดนิยมอันดับ 1 ของทาคาโอะซันมากินกันครับ(ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะทำออกมาเป็นรูปหน้าเทนกุน่ะครับ ดูรูปขวาล่างซิครับ...หน้าบึ้งเชียว) เปลือกนอกกรอบกรุ๊บๆ แป้งด้านในเหนียวนุ่ม ไส้เป็นไส้ถั่วแดงผสมด้วยเกาหลัดฝานกับเม็ดถั่วดำ หวานกำลังดี มีให้เคี้ยว(ตอนแรกผมก็คิดว่างั้นๆ ไส้คงเป็นแค่ถั่วแดงกวนธรรมดา แต่คิดผิดครับ อร่อยจริงๆ และยังคิดผิดไปอีกที่คิดว่าขากลับจะมาซื้อ แต่ขากลับดันไม่ได้กลับมาทางเดิมนี้ อดไป กินได้แค่อันเดียวเอง...T^T ) อันละแค่ 120 เยนครับ แนะนำให้ซื้อเป็นแพ็คถุง 5 อัน 600 เยน ติดตัวไว้กินบนยอดก็จะดีไม่น้อย (ร้านหาไม่ยากครับ ออกจากสถานีที่ขี้นเคเบิ้ลคาร์มาก็เห็นเลย) แล้วยังมี ハスカップソフトクリ-ム ไอติมซอฟต์ครีมที่ทำจากเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง(พยายามหาชื่อภาษาไทยแล้วน่ะครับ แต่ไม่รู้จริงๆ) เค้าก็ว่าเปรี้ยวอมหวาน อร่อย มีชื่อเสียงคู่กันกับเทนคุยากิ อันละ 300 เยน(แพงไปหน่อย เลยไม่ได้ซื้อกิน)

 

 

ภาพนี้เป็นที่ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดูชีวิตของลิงภูเขา(ไม่ใช่โชว์น่ะครับ)และ พันธุ์พืช-高尾山さる園・野草園น่ะครับ (ค่าเข้าผู้ใหญ่ 400เยน เด็ก 200เยน) 

ภาพนี้เป็นต้นสนซีดาห์ที่มีรากลักษณะขดม้วนรวบๆต้น เหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ จึงได้ชื่อทาโคะสึกิ-たこ杉 หรือ ซีดาห์ปลาหมึกนั้นเอง   อายุกว่า 450ปี (สูงเสียดทีเดียวน่ะครับ)

เมื่อเดินต่อไปจะถึงประตูเขตวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง-高尾山薬王院(ลืมบอกไปครับว่า พื้นที่ของเขาทาคาโอะนั้นเป็นเขตแดนที่ตั้งของวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง ภายหลังจะถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โดยวัดทาคาโอะซันยะคุโออิงนั้น สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 1200ปีก่อน เก่าแก่ทีเดียว) ที่เรียกว่าโจชินมอน-浄心門(ประตูล้างใจ) เมื่อดูตามเสาและด้านบนของประตูจะพบกับกระดาษเล็กๆที่เขียนชื่อติดอยู่เต็มไปหมดน่ะครับ(ดูได้จากภาพข้างล่างนี้) นี่เป็นธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ที่ว่าเมื่อมาที่วัดหรือศาลเจ้านั้นจะต้องเอากระดาษที่เขียนชื่อตัวเองมาติดเพื่อแสดงว่าได้มาทำการสักการะแล้ว(ดูๆไปคงเป็นจุดเริ่มต้นของการเขึยนเล่นน่ะครับ แต่ยังดีที่เขียนบนกระดาษแล้วค่อยเอามาติด) ปัจจุบันไม่อนุญาติให้ติดแล้ว(คงรก)  จากนั้นจะเห็นว่าทางเดินสองข้างทางเป็นโคมไฟ(ที่ตกตอนกลางคืน เปิดไฟแล้วน่าจะคลาสิกเอามั่กๆ โคมไฟก็จะมีเขียนชื่อผู้บริจาคเงินสร้าง เหมือนบ้านเราเลย)

 

อันนี้เป็นด่านทดสอบที่สำคัญอันดับแรกเลยครั้ง บันไดขึ้น 108ขั้น(ผมลองนับแล้วได้แค่ 107เอง) ป้าๆบางคนเห็นแล้วถอดใจ บ่นอุบเลย แต่ก็ยังเห็นขึ้นกันครบน่ะครับ แต่บางคนนั้นขึ้นพร้อมๆกับผมแต่เดินเร็วกว่าอีก(แข็งแรงจริงๆ ตัวผมเองที่ว่าค่อนข้างมีความมั่นใจในการเดินขึ้นบันไดยาวนั้น ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยก็จริง แต่ขาก็ออกอาการล้านิดๆ การหายใจก็ถี่กว่าปกติเหมือนกัน เพราะว่าต้องเดินรวดเดียว)

ภาพนี้เป็นภาพเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ-仏舎利塔 ที่ได้อัญเชิญมาจากไทย (อ่านเจอจากป้ายตอนหลัง มิน่าล่ะ ถึงมีเจดีย์ทรงคล้ายๆกับบ้านเรา แล้วก็มีรูปสลักหินรูปพุทธประวัติ ในตอนประสูติ มารผจญ ตรัสรู้และปรินิพพาน(รูปขวา) ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ค่อยจะเห็นในวัดที่ใดในญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่เป็นวัดในนิกายมหายานที่ได้รับอิทธิพลและการเผยแผ่มาจากจีน) อย่าลืมมามนัสการล่ะครับ  

   

เมื่อเดินถัดไปจะพบกับกำแพงที่ทำมาจากไม้ที่เอาต่อเรียงกันไปยาวเป็นร้อยเมตรเลยน่ะครับ(รูปซ้าย) อันนี้เป็นป้ายไม้ที่เขียนรายชื่อผู้บริจาค(เอาอีกแล้ว)ปลูกต้นสนซีดาห์ทดแทนในเขา แอบได้ยินมาจากไกด์(ของทัวร์อื่น)อีกแล้วว่า ต้นละ 10000เยน ดูๆจำนวนรายชื่อแล้วไม่น่าต่ำกว่าพันน่ะครับ(อืม...หลายตังค์) ส่วนรูปด้านขวาเป็นป้ายเขึยนกฏแห่งความดี 10 ประการ-十善式 อ่านๆดูแล้ว ตรงกับศีลสิบบ้านเราเลยครับ เช่นเริ่มจาก 不殺生 ไม่ฆ่าชีวิต ตรงกับศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น

 

  ภาพนี้เป็นประตูทางเข้าเขตวิหารของวัดน่ะครับ (ในเ้ส้นทางที่ 1 นั่นการจะขึ้นถึงยอดเขานั้นต้องผ่านตัววัดไปน่ะครับ)

รูปด้านบนเหล่านี้เป็นรูปสลักของชิเทนโอว-四天王 จตุรเทพพิทักษ์ประจำ 4 ทิศ(สร้างไว้เพื่อพิทักษ์วัดจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้กร่ำกราย เช่นเดียวกับ นิโอว-仁王 ดูรายละเอียดใน... 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...นารา เกียวโต โอซาก้า) อันประกอบไปด้วย บิชะมอนเทน びしゃもんてん-毘沙門天เทพพิทักษ์ประจำทิศเหนือ โซโจวทน ぞうちょうてん-増長天 เทพพิทักษ์ประจำทิศใต้ ชิโคคุเทน じこくてん-時国天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันออก โคโมะคุเทน こうもくてん-広目天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันตก ที่จะประจำอยู่ที่ประตูเขตวิหารวัด 2 ฝาก ทั้งหน้าและหลัง

ภาพวิหารหลักน่ะครับ ประดิษฐานพระโพธิสัตว์โอสถ-薬師如来 ที่เชื่อกันว่าเมื่อมาสักการะจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี โดยที่ด้านตรงข้ามของวิหารจะมีกล่องให้เสี่ยงเซียมซีที่นอกจากจะมีคำทำนายแล้วยังมีของแถมเช่นสายคล้องข้อมือ หินสี พัดเล็กๆ ไว้ติดตัวเป็นเครื่องรางได้อีก ราคาก็ 200เยน(อันนี้ผมก็พลาดอีกเช่นกัน ว่าจะกลับมาเสี่ยงแต่ก็ไม่ได้กลับมาเส้นทางเดิม เลยอด...เช่นกัน)

  อันนี้เป็นวิหารอีกหลังที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกหลังน่ะครับ เห็นได้ยิน(แอบได้ยินจากไกด์อีกแล้ว)ว่าลายแกะสลักเป็นฝีมือช่างเดียวกันที่สร้างนิกโกโทโชคู-日光東照宮 อันมีชื่อเสียง (ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆน่ะครับ เพราะผมก็เคยไปที่นิกโกโทโชคูแล้วเหมือนกัน)

 

อันนี้เป็นศาลเจ้าเทนกุ(หรือเปล่า...) เพราะเห็นมีถวายเกี้ยะ-けた ที่ทำจากไม้หรือเหล็กแล้วก็พัด ซึ่งเป็นส่วนประกอบในเครื่องแต่งตัวของเทนกุน่ะครับ

 

 

จากนั้นก็ให้เดินไปตามทางหลังวัดเรื่อยๆจนถึงยอดเขา ที่ซึ่งทางค่อนข้างจะลาดชัน และลำบากมากขึ้น(ไม่ได้เป็นทางเทปูนลาดยางแล้ว แต่เป็นขอนไม้ทำเป็นขั้นๆบันไดแทน) ที่ยอดเขาจะมีลานกว้าง มีศาลาที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของและที่ว่างไว้สำหรับปูเสื้อนั่งพัก นั่งกินข้าว หรือปิกนิคกัน แล้วบนยอดเขาจะมีต้นไม้ที่ใบไม้เปลี่ยนสีแล้วอยู่ค่อนข้างมากทีดียว สีตัดจากสีเขียวของต้นอื่นๆ (เด่นเชียว ผมค่อนข้างดีใจทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกะเค้าบ้าง ไม่เสียเที่ยว)

อันนี้เป็นแท่นหินนี้เป็นแท่นหินที่บอกทิศ และที่ตั้งของภูเขาต่างๆ ว่าอยู่ด้านไหน(ถ้าวันไหนอากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆแล้วล่ะก็ จะสามารถเห็นเขาลูกอื่นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน รวมทั้งภูเขาฟูจิด้วย) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางลานบนยอดเขาพอดี คราวนี้ผมก็เลยลองจะวัดระดับความสูงดู ด้วยการใช้นาฬิกาของผมที่มีอัลติมิเตอร์(ไว้วัดระดับความสูง) วัดระดับความสูงดู ได้ค่าออกมาที่ 525 เมตรจากระดับอ้างอิง(ของนาฬิกา) ซึ่งความจริงแล้วทาคาโอะซันนั้นสูง 599 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ข้อมูลที่วัดได้จากนาฬิกาไม่ค่อยน่าเชื่อถืออ่ะครับ เพราะว่าผมไม่ได้ปรับระดับอ้างอิงความสูงมาตรฐานมานานมากแล้ว มีคลาดเคลื่อนบ้าง อุณหภูมิก็เช่นกัน เนื่องจากผมเพิ่งถอดนาฬิกาจากข้อมือ อุณหภูมิที่ไว้ได้ก็ยังคงมีความอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของผมเหลืออยู่) 

  เป็นป้ายแสดงตำแหน่งของภูเขา(ว่าอยู่ตรงไหน จะได้ดูได้ถูก) ที่จุดชมวิวบนลานยอดเขา (แต่เสียดายที่มีเมฆมาบัง ไม่เห็นภูเขาฟูจิ)

อันนี้เป็นภาพในทาคาโอะซันวิซิสเตอร์เซ็นเตอร์ของกรุงโตเกียว ที่อยู่บนยอดนั้นเอง ภายในจะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยในข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลในการเดินทางต่อไปในเส้นทางต่อไปยังจินบะซัน-陣場山 ที่สามารถเดินต่อไปได้อีก(แต่อย่างที่ผมว่าไว้น่ะครับ จะเดินให้ครบเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาในการเดินต่อไปอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าอยากไปให้รีบมาน่ะครับ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าที่เริ่มเปิดให้เดินขึ้นทาคาโอะซัน ก็น่าจะทัน) แล้วยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับรายละเีอียดพันธุ์พื-สัตว์ การรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจก็คือ รูปขวาบนนี้ล่ะครับ เป็นฝาเปิดให้ดูรายละเีอียดเกี่ยวกับสัตว์ที่พบได้มากที่สุดในเขาทาคาโอะ พอเปิดมาจะเจอกระจก...เสียดสีดี ส่วนล่างขวาเป็นการอธิบายเกี่ยวกับตำนานเทนกุ ซึ่งในเขาทาคาโอะนั้นมีความเชื่อกันว่ามีเทนกุสถิตย์อยู่มาแต่โบราณแล้ว เห็นได้จากในสิ่งก่อสร้างตามที่ต่างๆบนเขา จะมีรูปปั้นของเทนกุอยู่ั่ทั่วไป เค้าถือกันว่าเป็นเทพประจำเขา(เจ้าถิ่น)ด้วยละ่ครับ

   

อาหารกลางวันคนจนครับ (เตรียมมาเอง ขนมาของเหลือๆจากห้อง) เวลากินต้องนั่งมองชาวบ้านเค้ามีความสุข จู๋จี๋ เฮฮา นั่งกินข้าวกล่อง-弁当กัน(เห็นแล้วมัน....อิจฉา) ถ้าจะให้ดีเตรียมหรือซื้อข้าวกล่องติดมาด้วยจะดีกว่า เพราะว่าบนเขาขายแพงกว่าปกติ แถมมีแต่ชุดข้าวปั้น-おにぎり ไม่ก็พวกโซบะ-そば หรือ อุดง-うどん ที่ราคาแพงกว่าข้างล่างประมาณ 100-300 เยน(อ่ะน่ะครับ ตามความสูง แต่เวลาขน เค้าไม่ลำบากหรอกครับ เพราะว่ายอดเขานั้นรถสามารถขึ้นถึงได้ แต่ไม่เปิดให้รถทั่วไปขึ้นและมีทางที่ไม่ค่อยจะมาปนกับทางเดินขึ้น อันนี้เห็นกะตา) 

ภาพนี้เป็นภาพเส้นทางเดินที่ 6 (ความยาว3.3กิโลเมตร ใช้เวลาเดินลงประมาณ 70นาที)ที่ผมใช้เดินลงจากยอดเพื่อกลับน่ะครับ (ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับไปทางเดิม(เส้นทางที่ 1) แต่ด้วยความอยากได้ตราประทับของน้ำตกบิวะ ซึ่งอยุ่กลางทางของเส้นทางที่ 6 ก็เลยตกลงว่าจะกลับทางนี้ แต่ต้องมานั่งเศร้าทีหลัง(นิดๆ)ที่ไม่ได้กลับไปซื้อเทนกุยาคิ กับ เสี่ยงเซี่ยมซี อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกสุด(อายุมากแล้วลืมซะสนิทเลย) แถมทางในเส้นทางที่ 6 นี้ก็แสนจะทุรกันดาร(เมื่อที่เทียบกับขาขึ้นมา ดูได้จากภาพด้านหลัง เป็นทางเดินในเขาจริงๆ) ในตอนแรกจะเป็นทางเดินในเขาที่เลียบไปตามแหล่งน้ำซึมออกมาแล้วค่อยๆไหลมารวม กันเป็นสายน้ำๆเล็ก จนกลายเป็นน้ำตก(แต่ก็ไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ บวกกับเป็นฤดูที่น้ำไม่มากด้วย) ตามทางก็จะมีป้ายอธิบาย(ถึงประวัติความเป็นมาหรือความน่าสนใจหรือจุดสนใจใน จุดนั้นๆ พร้อมกับบอกว่าตอนนี้ถึงจุดไหนของเส้นทางเดินแล้ว ดีครับจะได้รู้ว่าตัวเองไม่หลงทาง รู้ตัวว่าอยู่ตรงไหน) และเก้าอื้นั่งพักเป็นช่วงๆ ให้พักกันตามจุดสำคัญๆต่างๆ (ผมเองก็พักแยะเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่เหนื่อยไม่ร้อนอะไร แต่อุตส่าห์มาแล้วก็ค่อยๆเดินสูดอากาศ ฟังเสียงนกร้อง(ที่ไม่ใช่อีกาบ้าง) ก็ดีไม่น้อยทีเดียว(ขนาดพักบ่อยแล้วกลับมายังปวดกล้ามเนื้อที่น่องเลย อาจเป็นเพราะเดินค่อนข้างต่อเนื่องกันนานไปหน่อย เนี่ยขนาดชินกับการเดินนานๆ+ใช้แรงแล้วน่ะครับ)   

 

ภาพนี้เป็นภาพน้ำตกบิวะ-ひわ滝 เกิดจากแหล่งน้ำซึมบนเขาไหลรวมกันลงมา เป็นที่ไว้สำหรับฝึกสมาธิน้ำตกด้วย(อย่างที่อาจจะเคยในการ์ตูนกันมาบ้าง ที่มีคนไปยืนในน้ำตก ให้น้ำตกตกผ่านตัวน่ะครับ) ถ้าอยากต้องสมัครแล้วเสียกะตังน่ะครับ เท่าไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่าหนาวแน่ครับ

 

ภาพอธิบายจุดขายหรือความน่าสนใจในจุดพักนั้นๆ ส่วนแผนที่ตั้งนั้นเป็นการบอกว่าตอนนี้ถึงที่ไหนของเส้นทางเดินแล้ว โดยแบ่งเป็นจุดๆ(จุดสีแดงคือที่ที่กำลังอยู่)

ภาพนี้เป็นของฝากที่ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาน่ะครับ ซ้ายมือเป็นทาคาโอะมันจู-高尾まんじゅう ซาลาเปาลูกเล็กไส้ถั่วแดง 2 สี ขาวกับน้ำตาล(ที่ใส่น้ำตาลทรายแดง) เจ้าที่ซื้อเป็นเจ้าที่คนต่อแถวซื้อมากที่สุดน่ะครับ (ไม่รู้อะไรก็ซื้อที่คนแห่กันซื้อแหละครับ) อร่อยหรือเปล่าไม่รู้เพราะว่าผมเอาไปฝากลูกค้าผู้มีพระคุณ(ที่เอื้อเฟื้อขนม ผลไม้ให้ทานเป็นประจำ) ไม่ได้กินเอง แต่เห็นเขียนคำโฆษณาไว้ว่าเวลาวัดมีงานจะใช้มันจูจากร้านนี่เสมอน่ะครับ(วัดยอมรับว่าอร่อยจริง ดีจริงว่างั้นเหอะ) ส่วนขนมด้านขวาเป็นทาคาโอะเซมเป้-高尾せんぺいครับ อันนี้ไว้กินเอง ถูกดี(210เยนเอง แต่ท่าทางจะค่อยอร่อย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดกินน่ะครับ)

สำหรับผมแล้วการไปเขาทาคาโอะนั้น เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีเอามากๆ จากที่เคยต้องสูดอากาศจากท่อไอเสียมอไซค์ตัวเอง มาสูดอากาศที่มีไมนัสอิออนจากป่าแทน(โดยเฉพาะขาลงเมื่อใช้เส้นทางหมายเลขที่ 6 ที่เลียบทางน้ำลงไปเรื่อยๆ) จากที่ได้ยินแต่เสียงอีกาที่ร้องแย่งคุ้ยขยะมาเป็นเสียงนกร้อง(พันธุ์อะไรก็ไม่รู้)ในธรรมชาติ และจากที่ต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อส่งสือพิมพ์ มาเป็นเดินขึ้น-ลงเขาแทน ต้องยอมรับครับว่ารู้สีกดี ผ่อนคลายกว่ากันแยะ แต่ก็ยังมีจุดที่น่าเสียดายอยู่บ้างเช่น ใบไม้เปลี่ยนสีไม่ค่อยเห็นนัก คนแยะไปหน่อย และไม่ได้ซื้อของอย่างที่ตั้งใจไว้(เทนกุยากิ เซี่ยมซี) แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เก็บไว้โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวกันใหม่ ส่วนผู้อ่านหากได้อ่านบลอคของผมแล้วมีโอกาสจะได้ไป ก็อย่าพลาดซ้ำรอยผมเลย (ขอให้สนุก ประทับใจละ่กันครับ) 

คราวนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณสำหรับการติดต่อ และโปรดติดตามตอนต่อไป.....新聞男


©2008 新聞男

edit @ 9 Nov 2008 07:31:27 by 新聞男 

2008/Oct/24

กลับมาอีกแล้วครับ สำหรับซี่รี่ย์ฤดูกาลที่แตกต่าง-Season Change (แต่ไมมีแต่ฤดูใบไม้ร่วง อยากเขึยนให้ครบทั้ง 4 ฤดูน่ะครับ แต่ผมไม่ได้ว่างทุกฤดู) มีมาประจำทุกปีเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมว่างมากที่สุด ช่วงหนึ่ง จากการที่โรงเรียนหยุด 1 อาทิตย์เพื่อจัดงานวัฒนธรรม-文化祭 (ถ้าผมตื่นทันในวันอาิทิตย์ว่าจะไปเก็บบรรยากาศมาเล่าสู่กันเหมือนกันน่ะครับ แต่ท่าทางจะไม่ตื่นแน่ๆ) อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในหัวข้อ 新聞男 : Season Change「秋 + เจริญหูเจริญตา Ueto Aya」  นั้น ฤดูใบไม้ร่วง-秋 นั้นเป็นฤดูที่ค่อนข้างจะดีมากๆสำหรับตัวผมน่ะครับ เนื่องจาก อากาศไม่ร้อน ฝนไม่ค่อยตก(นอนหลับสบาย) อาหารอร่อย+ถูก(เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่่ยว) แถมยังค่อนข้างว่างอีกด้วย

เพื่อให้เข้าบรรยากาศกับฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน วันนี้ขอเสนอเกี่ยวกับเรื่องหนังสือกันสักหน่อยน่ะครับ อย่างที่ทราบๆกัน (หรือว่าเคยได้ยินได้ฟังกันมา)ว่าคนญี่ปุ่นนั้นเป็นชาติที่รักการอ่านหนังสือมากที่สุดชาติหนึ่งของโลกทีเดียว ตัวผมเองนั้นได้ฟังมาตั้งแต่เด็กจากพ่อผมที่เคยเทียวญี่ปุ่น(แกไปมาเมื่อประมาณเกือบ 30ปีที่แล้ว)แล้วเวลาขึ้นรถไฟนั้นเห็นแต่คนญี่ปุ่นทั้งนั่ง ทั้งยืนอ่านหนังสือบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง การ์ตูนบ้าง พอลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งทันที แกยังว่าอีกว่าคนญี่ปุ่นนั้นว่างเป็นไม่ได้ต้องอ่านหนังสือหรือหาอะไรทำไม่ให้ว่างอยู่เสมอ นี่เป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอันดับแรกๆของผมเลยก็ว่าได้ และทำให้ผมมีภาพของคนญี่ปุ่นขยันอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาพร้อมกับข้อมูลที่ว่าง บะหมี่ญี่ปุ่น(ราเม็น)รสชาิดห่วยแตก ชามใหญ่เบ้อเร่อ มีแต่เส้นกับน้ำซุป เวลาจะหาเนื้อหมูต้องใส่ชุดประดาน้ำลงไปงมหาในชาม พ่อผมแกว่าไว้งั้นน่ะครับ (ฮา....) ไว้มีโอกาสจะเขียนเรื่องราเม็นน่ะครับ)

ถึงคราวที่ตัวเองได้มีโอกาสมาใช้ชีวิต(รันทด)อยู่ที่ญี่ปุ่นบ้าง ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างที่ว่าจริงๆเหมือนกันน่ะครับ แม้ว่าเดี่ยวนี้จะน้อยลงมากที่เดียว หนักไปทางฟัง iPod เล่น DS PSP(ผมส่วนใหญ่ก็เล่นเกมบนรถไฟน่ะครับ) อ่านเมล์พิมพ์เมล์ หรือดูทีวีบนมือถือ(ผ่านระบบวันเซก-1 Seg ที่เป็นบริการหนึ่งในการแผ่ภาพในระบบดิจิตอลแบบใหม่ของญี่ปุ่นน่ะครับ)สักมากว่าก็ตาม แต่โดยเฉลี่ยแล้วยังเป็นปริมาณที่มากอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุมากกว่า 30ขึ้นไปนั้น จะพบได้มากทีเดียว ส่วนไอ้ที่ลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งน่ะครับ มักจะเป็นพวกหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารถูกๆ หรือหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์เล่มโตๆหนาๆอย่างโชเน็นจัมฟ์-少年ジャンプ โชเน็นซันเดย์-少年サンディ― โชเน็นแม็กกาซีน-少年マガシン(อ่านแล้วก็ขึ้เกียจถือไปมา)เท่านั้นน่ะครับ

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมากมายน่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโฮมเลส-Homeless พวกคนจรจัด ที่จะื้ซื้อตั๋วผ่านเข้ามาในสถานีรถไฟ เพื่อมาเก็บนิตยสาร หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ต่างๆ ไปขายให้กับร้านหนังสือมือสอง(ที่จะขายต่อให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่รีบร้อนอยากอ่านเ ร็วๆ และไม่ยี่หระกับของมือสองอย่างผมอ่าน) เท่าที่ผมทราบพวกแกจะซื้อตั๋วแล้วนั่งรถไฟลงมันทุกสถานีเืพื่อหา+เก็บแล้วนั่งวนกลับมาที่สถานีเดิม เพื่อออกโดยไม่เสียเงินเพิ่ม หรือเดินหาไปตามชั้นวางของด้านบน ที่นั่งในขบวนรถที่มักจะมีทิ้งหรือลืมไว้เสมอ (อย่าได้ดูถูกไปน่ะครับ รายได้ดีเป็นกอบเป็นกำมากน่ะครับ ยิ่งถ้าบวกกับการเก็บกระป๋องเบียร์ในวันทิ้งขยะรีไซเคิลอีกแล้วด้วย เดือนๆหนึ่งคนทำมีรายได้เป็นแสนก็มีน่ะครับ ผมยังอยากทำเลย แต่ใจ(หน้า)ไม่ด้านพอ...)

ส่วนพวกนวนิยาย หรือ หนังสือดีๆราคาแพง ที่อ่านจบแล้ว คนญี่ปุ่น(โดยเฉพาะคนในแถบโตเกียว รอบโตเกียว และเมืองใหญ่ต่างๆในภูมิภาคต่างๆนั้น)จะเอาไปขายให้กับร้านเชนจ์หนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นั้นก็คือ ร้าน Book Off ที่มีสาขามากมายกระจายไปเกือบทั่วญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เพียงหนังสือประเภทต่างๆ(ทั้งนิยาย นวนิยาย หนังสือฮาวทู การ์ตูนผู้ชาย การ์ตูนผู้หญิง(รวมไปถึงการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ด้วย อิิอิอิ)นิตยสาร หนังสือเตรียมสอบต่าง หนังสือคอม สมุดภาพ หนังสือรวมภาพ พจนานุกรม และอื่นๆอีกร้อยแปด แยะจริงๆ)เท่านั้นน่ะครับ ยังมีขายซีดีเพลง ซีดีหนัง ดีวีดีหนัง ดีวีอะนิเม(เช่นกันครับ รวมไปถึงหนังสำหรับผู้ใหญ่ด้วย) เครื่องเกม แผ่นเกม ตลับเกม อุปกรณ์เกม ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่สำคัญในราคาย่อมเยาว์(แล้วแต่ความหาง่ายหายาก ความนิยม ราคาเดิม แต่ส่วนใหญ่หนังสือแล้วจะลดประมาณ 50% จากราคาตั้งน่ะครับ)และเลือกได้ โดยในระยะเวลา 4-5ปีที่ผ่านมานี่ บุ๊คออฟได้โตขึ้นมามากทีเดียว จากการที่ค่านิยมในการใช้ของของคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปหลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในยุค90 ประำกอบกับการที่ต้องเก็บไว้แล้วรกบ้านที่อยู่อาศัยที่ก็เล็กก็แคบอยู่แล้ว และที่สำคัญคือหน้าร้อนแอร์เย็นฉ่ำ หน้าหนาวฮีทเตอร์อุ่น ยืนอ่าน เืลือกหาได้อย่างไม่จำกัดเวลา(ไม่มีลุงมาถือไม้ปัดฝุ่นมาไล่อย่างในโดราเอมอน ยกเว้นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กจะมีพลาสติกห่อไว้ ไอ้เนี่ยล่ะครับที่อยากดูแต่ดูไม่ได้)ทำให้คนญีุ่่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนมายืนอ่านกันเต็มเลย

 สำหรับคนที่มีคนสนใจ(ซึ่งหนังสือของญี่ปุ่นนั้นจะออกแบบได้สวย ใช้กระดาษอย่างดี มีค่า ดูน่าเก็บสะสม) และถ้าหากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นและเที่ยวหรือพักอยู่ในโตเกียวแล้วล่ะก็ ผมแนะนำอย่างแ รงให้แวะไปที่บุ๊ึึคออฟสาขาโอโมริ-大森店 ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟเจอาร์โอโมริ(JR 大森) เพื่อเลือกหา หนังสือ หรือ เกม หรือ หนังดีๆสักเรื่องติดไม้ติดมือกลับไป หรือว่าจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝากด้วยก็ไม่เลวเหมือนกันนะ่ครับ(อย่างผม ถ้าเพื่อน(บ้ากาม)มันรู้ว่าจะมาญี่ปุ่น  มักจะชอบบอกให้ซื้อหนังผู้ใหญ่าฝากกันทั้งนั้น...ส่วนใหญ่น่ะครับ)  ที่แนะนำสาขานี้เพราะว่าเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว มีพื้นที่เป็นตึกออฟฟิค 3 ชั้นล่าง (ใหญ่เป็นที่ 2 จากจำนวนสาขาที่ผมรู้จักและเคยไป ใหญ่ที่สุดคือที่อิเซซากิมอลล์-伊勢崎モ-ル สถานีคันไนในโยโกฮาม่า-関内駅横浜 ใกล้ห้องผมที่สุดเลย ไปประจำ สาขานั้นเป็นเดิมเป็นร้านปาจิงโกะ ตึกทั้งตึกเลย 5 ชั้น) อยู่ใกล้กับสถานีมากๆ คือ ห่างออกไปเพียง 30 เมตร หาง่าย ไม่ลำบาก ส่วนตัวสถานีโอโมรินั้น ก็ไปได้แสนสะดวกจากใจกลางโตเกียว ก็ไปได้ด้วยสายยามาโนะเทะ-山手線(สีเขียว สายหลักที่วิ่งวนอยู่กลางโตเกียว) หรือ จะไปด้วยสายเคฮินโทโฮคุ-京浜東北線ก็ได้(สายสีน้ำเงิน ที่ผมใช้ทุกวันจากห้องไปโรงเรียน แต่ถัดจากป้ายโรงเรียนผม คามาตะ-蒲田 ไปป้ายหนึ่ง )

อันนี้เป็นภาพด้านนอกของบุ๊คออฟสาขาโอโมริ เดินออกมาจากตัวสถานีเจอาร์โอโมริแค่นาทีเดียวก็ถึงแล้ว

 

นี่เป็นป้ายยี่ห้อร้านน่ะครับ นอกจากนี้แล้วบุ๊คออฟยังมีบริการรับซื้อหนังสือ ซีดี ดีวีดีเก่าอีกด้วย แต่ซื้อในราคาแสนถูกมากเล่มละประมาณ 10 % ของราคาป้ายเท่านั้นเอง หรือถ้าหากเป็นหนังสือเก่า ก็เล่าละ 10 20 เยนเอง (ผมเคยเอาไปขายแล้ว ดูราคาแล้วซึ้งเลย) ซื้อมาถูกแล้วขายออกไปแพง จะไม่กำไรได้อย่างไงล่ะครับ หรือ ถ้าหากมีของที่จะขายมากๆแล้ว ก็มีบริการถึงขั้นมีรถไปรับของมาเลยทีเดียว

 

ภายในร้านก็จะแบ่งเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นหนังสือการ์ตูน ชั้นนวนิยาย+นิตยสาร ชั้นซีดีเพลง+ดีวีดีหนังเป็นต้น ในแต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นโซนๆของประเภทหนังสือต่างๆ แยกย่อยลงไปอีก และในแต่ละโซนก็จะแบ่งตามหมวดของสำนักพิมพ์ ผู้แต่ง หรือ ราคา (แล้วแต่ความเหมาะสมน่ะครับ ไม่ตายตัวแต่ดูเป็นหลักในการหาเฉยๆ) อย่างเช่นถ้าอยากหาการ์ตูนเนกิมะคุณครูจอมเวทย์แล้ว ก็ให้ไปที่ชั้นการ์ตูน โซนหนังสือการ์ตูนผู้ชาย หมวดแม็กกาซีน(ชื่อนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ลงเนกิมะอยู่)ก็จะพบน่ะครับ แต่ทว่าจะมีชั้นที่ติดป้ายแดงๆที่เขียนว่า 105 円(税込)ก็ให้รู้ว่าเป็นของลดราคาน่ะครับ ถูกที่สุดแล้ว 105เยน(รวมภาษีผู้บริโภคแล้ว) แนะนำให้ไปดูที่ชั้นพวกนี้ก่อนน่ะครับ เพราะจะได้ของถูก แต่ก็ต้องทำใจหน่อยน่ะครับ เพราะว่าถูกเลยอาจจะมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก หรือไม่ก็มีไม่ครบชุดน่ะครับ(มักมีแต่เล่มแรกให้ซื้ออ่านถูกๆแล้วต่อซื้อแพงเพื่ออ่านต่อใ้ห้จบ)

ภาพนี้แทบไม่ต้องบรรยายน่ะครับ เป็นมุมโลกในฝันของใครบางคน(แต่ต้องอายุต้องเกิน18น่ะครับ ไม่งั้นซื้อไม่ได้ อย่างในรูปจะมีป้ายเตือนไว้)น่ะครับ หรือว่าหากใครได้รับมอบภารกิจในการซื้อแล้วก็มาหากันได้ในมุมนี้ครับ มักจะซ่อนอยู่หลังๆร้าน ห่างๆไปจากมุมการ์ตูน(ที่เด็กมายืนอ่านกันเยอะ) ส่วนราคาก็ประมาณ 1000-2000เยนน่ะครับ ถูกกว่าซื้อมือหนึ่งครึ่งหนึ่ง แต่มักจะเป็นหนังเก่าๆ (แต่อาจจะดีสำหรับคนที่จะหามาดูระลึกความหลังในสมัยหนุ่มๆก็ได้)

คนญี่ปุ่นที่มาใช้ซื้อหรือหาของในบุ๊คออฟนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ต้องการอ่านแล้ว ยังมีำพวกที่ซื้อมาเพื่อสะสม หรือ ซื้อมาเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายประมูลในเน็ต) เพราะว่าเจ้าของเดิมที่ขายออกก็ไม่รู้ค่าของที่ตัวเองมี บุ๊คออฟที่รับซื้อมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตั้งราคาถูกๆไว้(แม้นว่าหลังๆจะรู้เรื่องขึ้นมามากแล้ว)ก็จะมีคนพวกนี้ล่ะครับ ตะลอนไปตามสาขาต่างๆ เพื่อหาของหายากในราคาถูกๆ ส่วนไอ้ผมก็จัดว่าเป็นพวกหาซื้อเพื่อสะสม และเป็นแฟน+ลูกค้าตัวยงของบุ๊คออฟเหมือนกัน โดยเฉลี่ยอาทิตย์หนึ่งผมจะไปบุ๊คออฟในสาขาที่อยู่ตามสายรถไฟที่ผมมีตั๋วเดือนอยู่(เพราะขึ้น-ลงได้ตลอดไม่เสียเงิน) ประมาณ 2-3 ร้าน เพื่อหาซื้อหนังสือเฉลยเกมต่างๆที่ผมสะสมอยู่ มาดูตัวอย่างคอลเลกชั่นส่วนตัวที่ได้จากบุ๊คออฟในเวลา 3 ปีกว่าๆที่ผ่านมาดีกว่า 

)

ภาพบนนี้เป็นหนังสือเฉลยเกมอย่างเป็นทางการ-公式ガイトブック(ที่บอกว่าเป็นทางการเพราะว่าบริษัทสร้างเกมเป็นคนทำและตีพิมพ์เอง นอกจากนี้ยังมีของบริษัทหรือสำนักพิมพ์อื่นก็มี)ของเกมภาษาสุดฮิตสุดโปรดของผม ดราก้อนเควส-ドラゴンクエストภาค 1 - 4 ของเครื่องแฟมิคอม จะเห็นว่ามีลูกเล่นแฝงอยู่คือ เมื่อเอามาต่อกันจะเป็นรูปดาบ โดยถ้าเอาของภาค 1 2 3 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบโรโต-ロトの剣 ดาบในตำนานในเกมของภาค1-3 ส่วนถ้าเอาเฉลยเล่ม 1และเล่ม 2 ของภาค 4 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบแห่งนภา-天空の剣 (ตัวผมมีความหลังกับหนังสือเฉลยเกมอยู่มากน่ะครับ เริ่มตั้งแต่ชอบเกมภาษามาเป็นทุนเดิม พอเริ่มมาเรียนพิเศษที่สยามและมีโอกาสได้ไปที่้ร้านหนังสือญี่ปุ่นที่อัมรินทร์พลาซ่า จำชื่อร้านไม่ค่อยได้แหละ โตเกียวอะไรเนี่ยแหละ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีอยู่อีกป่ะ ครั้งแรกที่ผมได้เห็นนั้น ผมอยากได้มากๆเลย แต่เพราะความยากไร้ในวัยเด็ก จึงทำให้ไม่สามารถซื้อได้ ได้แต่ไปยืนดูตาปริบๆ อยู่ทุกๆอาทิตย์ที่ร้าน...โอ้วอดีตอันแสนรันทด)

 

ส่วนภาพเหล่านี้เป็นภาพหนังสือเฉลยเกมของเกมภาษายอดนิยมอีกซี่รีย์หนึ่งคือ ไฟนอลแฟนตาซี ผมมีครบตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุดเลย

อันนี้เป็นตลับเกม แผ่นเกมในซี่รี่ย์ดราก้อนเควสและไฟนอลแฟนตาซีที่ผมซื้อมาสะสมไว้ โดยมากจะซื้อมาจากบุ๊คในราคาไม่เกิน 500เยนทั้งนั้นน่ะครับ

อันนี้เป็นหนังสือรวมภาพวาดจากเรื่อง G-taste ของคนวาด Dear Boys(ยางามิ ฮิโรคิ-八神ひろき)แต่เรื่องนี้ติดเรตอย่างแรงน่ะครับ(ผมชอบมาก วาดตัวละครหญิงได้งาม + เซ็กซี่มั่กๆ)

หนังสือด้านบนนี้เป็น Best Seller ในปีที่ผ่านๆมาของวงการหนังสือญี่ปุ่นน่ะครับ ขายได้เป็นล้านๆเ่ล่มเลยเช่น 電車男-ไอ้หนุ่มรถไฟ, BATTLE ROYALE-เกมเพื่อนฆ่าเพื่อนอันแสนโด่งดัง,  東京タワ--ชีวิตไอ้หนุ่มในโตเกียว กับความสัมพันธ์แม่-ลูกอันแสนซึ้ง(ถูกสร้างเป็นทั้งละคร ทั้งหนัง), และสุดท้าย Best Seller ล่าสุดในปี 2007 ที่ผ่านมา 女性の品格 เแต่พอผ่านไปก็จะถูกขายเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ราคาแสนถูก (ทุกเล่มผมซื้อมา105เยนเท่านั้น) และทำให้คนยากไร้อย่างผมมีโอกาสได้อ่านงานเขียนดีๆในราคาถูก

 

นอกจากนี้แล้วผมยังมีหนังสือเฉลยเกมอีกเกือบ 200 เล่ม(เห็นจะได้) ดูรูปแล้วจะรู้ว่าผมไม่มีที่จะเก็บแล้ว เต็มตู้หนังสือแล้ว....เวลาย้ายห้องกับขนของกลับบ้าน รับรองลำบากกับเสียเงินค่าขนแพงกว่าค่าหนังสือเป็น 5-6 เท่าแน่นอนเลย....ซึ้ง ORZ

สุดท้ายกับภาพหนังสือด้านบนที่ไม่ได้ซื้อมาจากบุ๊คออฟน่ะครับ แต่เป็นหนังสือที่น่าสนใจที่ผมมีอยู่ได้มาไว้หลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีความสามารถในการอ่านญี่ปุ่นเท่าไหร่จึงยังดองไว้ จนติดตัวมาญี่ปุ่นอีก จนเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่านจนจบสักที ครับ ดูชื่อหนังสือภาษาอังกฤษก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมล่ะครับ 完全自殺マニュアル, The Complete Manual Of SUICIDE หรือแปลเป็นไทยว่าหนังสือคู่มือฆ่าตัวตายฉบับสมบูรณ์ ที่เขียนวิธีทำ ผลทำ แจกแจง-บรรยาย ประกอบกับ Case Study ไว้อย่างละเอียด  ตอนเริ่มตีพิมพ์ออกขายนั้นขายดีในระดับ Best Sellerทีเดียว รวมทั้งนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในสังคมญีุ่่ปุ่นในขณะนั้นเป็นอย่างมากทีเดียว จนถึงขั้นสั่งห้ามขายเลยทีเดียว เพราะว่ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตามกันแยะ เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกนั่นเอง (ผมจำได้ว่าอ่านข่าวไทยรัฐเจอ แล้วอยากอ่านมากเลยให้เพื่อนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นหาให้ ตอนที่ให้เพื่อนช่วยหาซื้อให้นั้น หาซื้อได้ยากมาก ครั้นพอถาให้พนักงานร้านช่วยหา พนักงานยังทำท่าตกใจมากเมื่อรู้ว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้)

บอกตรงๆผมอ่านจบแล้วก็เหมือนอ่านหนังสือทางการแพทย์เล่มหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับยา อาการป่วยแบบต่างๆ รายละเอียดของอวัยวะ-ร่างกายอย่างมากมาย น่าสนใจทีเดียว แต่ว่ารายละเอียดค่อนข้างเก่าแล้วเพราะเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี1991 ค่อนข้างล้าสมัยไปแล้ว นอกจากนี้ยังเขียนถึงผลข้างเคียงอื่นๆที่เกิดจากการทำต่อสังคม ครอบครัว ผลจากการทำไม่สำเร็จด้วย ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเลยนักสำหรับการหลีกหนีปัญหาในรูปแบบนี้......ชีวิตมีคุณค่า ใช้มันให้คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ก็เพื่อคนที่รัก หรือสังคมครับ

 

 

 

P.S. แล้วถ้าใครต้องการซื้อหนังสือใหม่มือหนึ่งน่ะครับ แนะนำให้ไปที่คิโนะคุนิยะ-紀伊国屋 สาขาชินจูกุ-新宿店ใหญ่มั่กๆ อะไรก็มี สั่งจองก็ได้ เดินจากสถานีเจอาร์ชินจูกุไม่ไกลนัก แต่ราคามือหนึ่งน่ะครับ 

©2008 新聞男

edit @ 5 Nov 2008 15:37:35 by 新聞男



元新聞男
View full profile