กลับมาอีกกับซี่รีย์ เที่ยวละไม ไปดั่งใจ (หลังจากตอนของวัดเซ็นโซจิ เมื่อปีใหม่ 2007 นู้นแน่ะ รายละเอียดดูได้ในหัวข้อ 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...วัดเซ็นโซจิ, อาซาคุซะ) อย่างที่คราวที่แล้วบอกไว้ เพราะตอนนี้ผมหยุดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ทำให้มีเวลาว่าง ไหนๆก็ปีสุดท้ายแล้ว เที่ยวดีกว่านอน ประกอบกับอากาศที่แสนดีเป็นใจแก่การออกไปท่องเที่ยว(แรด... อากาศดีจริงๆครับ อากาศค่อนข้างเย็นแต่แดดจัด ไม่มีเมฆ) คราวนี้ก็ได้เวลาที่อย่างที่ผมวางแผนไว้มาเกือบ 2 ปีที่จะไป 高尾山 ทาคาโอะซัน อันเป็นภูเขาที่อยู่ในกรุงโตเกียว(ผมเขียนไม่ผิดครับ อยู่ในโตเกียว บางคนรวมทั้งผมด้วย ที่มีภาพของโตเกียวที่มีแต่ตึกสูง แสงสี ไฟ เทคโนโลยีอันก้าวล้ำ แต่อย่างชื่อหัวข้อในคราวนี้แหละครับ) แต่ทว่าตอนนี้ในโตเกียวนั้นยังไม่ถึงช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (โคโย/โมมิจิ-紅葉 อ่านได้ 2 แบบ) ทำให้โอกาสที่จะเห็นนั้นต่ำมากน่ะครับ ผมเช็คจากเน็ตก่อนไปแล้ว(นี่เป็นเว็บของทางทาคาโอะซันที่เป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ ถ้าจะหาข้อมูลก็เชิญได้ครับhttp://www.takaotozan.co.jp/takaotozan_eng1/index2.htm)
ทาคาโอะซันนั่นมีชื่อเสียงมากครับ ในเรื่องความงามของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ที่เขาทั้งเขาจะกลายเป็นสีแดง สีส้มสดใส(ดูได้อย่างในรูปแผ่นหน้าสุดของแผ่นพับด้านล่างน่ะครับ ประมาณนั้นจริๆ) แต่เมื่อถึงตอนนั้นคนที่มาก็จะล้านแปดเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ใกล้ที่สุดจากโตเกียวแล้ว (ขืนไปตอนนั้น แม้นแต่ทางเดินขึ้นเขาก็ยังต้องต่อแถวเลยล่ะครับ ดูจากทีวีมาเมื่อปีที่แล้ว เนี่ยขนาดผมไปในวันธรรมดา ยังไม่ใช่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี คนยังแยะเลย) และอีกอย่างคือถ้าไม่ไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปตอนไหนแล้วล่ะครับปีนี้(ไม่น่าจะว่างแล้ว)
เริ่มการเดินทางกันเลยน่ะครับ แม้นจะว่าทาคาโอะซันไว้้ว่าอยู่ในโตเกียว แต่ก็ไม่ได้อยู่ในโตเกียว 23 เขต-東京23区(ที่เขตที่เป็นศูนย์กลางของโตเกียว ที่ประชากรหนาแน่น ใกล้กับฝั่งอ่าวโตเกียวนั้นเอง ยังมีเมือง-市อีกหลายเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในเกาะด้วย)อยู่ในฮะจิโอวจิชิ-八王子市(แปลกันตรงๆก็คือเมืององค์ชายแปด อย่างกับหนังจีนฮ่องเต้) ถ้ามาจากกลางโตเกียว อย่างจาก新宿-ชินจูกุแล้วล่ะก็สามารถนั่งรถไฟสายเคโอ-京王 จากชินจูกุรวดเดียวไปลงสถานีทาคาโอะกุจิ-高尾口駅 (ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้น กับค่าเดินทางแต่ 370 เยน)ได้เลยสะดวกมากครับ ยิ่งตอนนี้ทางสายเคโอกำลังจัดแคมเปญตั๋วลดราคาที่ชื่อ 高尾山割引乗車券-ทาคาโอะวาริบิคิโจชะเคน อยู่น่ะครับ ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ 2 รอบ จากปกติ 1640 เยน วันธรรมดาเหลือ 1320 เยน วันเสาร์-อาทิตย์-หยุดราชการ 1480 เยน หรือ ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ขาเดียว จาก 1210 เยน เหลือ 980 เยน สำหรับวันธรรมดาน่ะครับ ประหยัดไปได้มากทีเดียว(ถ้ามีโอกาสได้ไปในช่วงนี้แล้ว อย่าลืมใช้ล่ะครับ คุ้มมากครับ เพราะแค่ค่าขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งนั้น ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ 900 เยนแล้ว) ส่วนผมนั้นไม่ได้อยู่แถวชินจูกุน่ะครับ ก็ทำใจต่อรถไฟ 3 ต่อ กับ เวลาชั่วโมงครึง แต่ก็ถือว่าไม่นานมากน่ะครับ
ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมตัวสักก่อน เริ่มจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเดินสักก่อน อันนี้ค่อนข้างมีความมั่นใจ(เพราะว่าผมทำงานใช้แรง เดินวันละหลายๆชั่วโมง และวิ่งขึ้นบันไดเป็นร้อยๆขั้นอยู่ทุกวัน) จากกนั้นก็มาเตรียมของและอุปกรณ์กัน ผมเตรียมไปทั้งน้ำชา ขนมปัง ไวตามิลค์(ที่นี้ก็หาซื้อได้ ในไชน่าทาวน์/จูคะไก-中華街ครับ) หมากฝรั่ง ถุงมือ(กันหนาว+ไว้จับโน่นจับนี้)เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว(สองอย่างหลังไม่รู้อันไปทำไม หนักป่าวๆ แต่ถ้าเป็นวันที่อากาศไม่แน่นอนแล้วจำเป็นมากๆครับ)
และที่สำคัญที่สุดคือ ถุงพลาสติกไว้สำหรับใส่ขยะ เพราะว่าบนเขานั้นจะไม่มีที่ให้ทิ้งขยะเลยแม้นแต่ที่เดียว จะต้องเอาขยะที่เกิดจากการกินดื่มหรืออื่นๆของตัวเองติดตัวกลับบ้านไป นี่เป็นนโยบายของเค้าครับ ผมออกจากห้องมาตอนช่วงเช้า ตอนชั่วโมงเร่งด่วน ฝ่ากลางโตเกียวออกมา พอเข้าใกล้สถานีปลายทางปุ๊ปก็เห็นกรุ๊ปทัวร์(ลุง-ป้า)เริ่มทยอยขึ้นมาแทนพนักงานบริษัทและนักเรียน พอใกล้จะถึงสถานีปลายทาง รถไฟก็เต็มไปด้วยลุง-ป้า ตา-ยาย และกรุ๊ปทัวร์ผู้สูงอายุเท่านั้น รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนที่น่าจะอายุเด็กที่สุดในรถไฟไปแล้ว (พอมาตอนหลัง ระหว่างที่เดินขึ้น ก็จะเริ่มเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนทั้งประถม ทั้งมัธยมต้นที่มาเอนโซคุ-遠足 ทัศนาศึกษากัน ส่งเสียงดัง สนุกสนาน เฮฮากันดี)


นี่เป็นภาพรอบบริเวณสถานีทาคาโอะกุจิ ล้อมรอบไปด้วยเขา และใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วบางที่ แต่โดยรวมแล้วยังไม่ถึง 10เปอร์เซ็นต์เลย (เห็นไกด์บอกว่าต้องรอประมาณเกือบปลายเดือนนี้ถึงจะเปลี่ยนสี แล้วต้องรออากาศเย็นลงกว่านี้ เหลือประมาณ 10องศาก่อน แอบฟังน่ะครับ)
อันนี้เป็นแผ่นพับแผนที่และที่รวบรวมตราประทับของสายเคโอน่ะครับ มีตั้งอยู่ตรงทางออกจากสถานีเลยครับ เป็นทั้งแผนที่และที่รวบรวมตราประทับ ถ้ารวบรวมตราประทับได้ครบแล้วให้ส่งไปชิงโชครางวัลได้อีก แต่ทว่าการที่จะได้ตราประทับครบนั้นจะต้องเดินไปตามเส้นทาง ที่มีโต๊ะตราประทับตั้งอยู่น่ะครับ(ตราประทับจะเป็นรูปของพันธุ์นกที่พบได้ในทาคาโอะซัน) บางที่มีให้ประทับแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น และถ้าหากขึ้นแค่ทาคาโอะซันแล้วล่ะก็จะได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อยากที่ผมไปประทับมาน่ะครับ เพราะตราประทับอันอื่นนั้นจะอยู่ในเส้นทางการเดินที่ต่อจากยอดของทาคาโอะซันต่อไปยัง ยอดอื่นซึ่งใช้เวลาในการเดินอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง (ตอนแรกผมว่าจะไปเหมือนกันน่ะครับ แต่ทว่าดูเวลาแล้วไม่ทันพระอาทิตย์ตก เดินเขาตอนมืดอันตราย+เสี่ยงเกินไปสำหรับชายโฉด...เอ๊ยโสดอย่างผม)
อันนี้เป็นแผนที่เส้นทางเดินหมายเลข 1 ที่เรียกว่า โอโมเทะซันโดคอร์ส-表参道コ-ス มีความยาว 3.8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 100 นาที เดินลงประมาณ 90 นาที (ถ้าใช้เคเบิ้ลคาร์ หรือลิฟต์นั่งก็จะประหยัดไปได้ประมาณ 40 นาที) เป็นทางที่ใช้ขึ้นไปนมัสการวัด เป็นเส้นทางที่เดินง่ายที่สุดน่ะครับ เหมาะสำหรับผู้ที่มาเป็นครั้งแรก (เด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์)ผมใช้ในขาขึ้นไปน่ะครับ โดยเป็นเส้นทางที่เส้นทางเดินในทาคาโอะซันนั้นมีทั้งหมด 6 เส้นทางน่ะครับ แต่ละเส้นทางก็จะมีหัวข้อ ลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป (เส้นทางเดินนั้นก็ไม่ค่อยทับซ้อนกันเท่าไหร่ ลองเริ่มเดินในหมายเลขไหนแล้ว ต้องเดินให้จบเลยล่ะครับ) และต่อไป
ภาพนี้เป็นสถานีคิโยทาคิ-清滝駅 สถานีขึ้นเคเบิ้ลคาร์ครับ และเป็นที่ขายตั๋ว ซื้อตั๋วแล้วจะเลือกนั่งเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งอย่างไหนก็ได้ ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ 900 เยน
ถ้ารักสะดวก ชอบความสบายก็ขึ้นเคเบิ้ลคาร์โลดครับ มีทุกๆ 15 นาที ต่อแถวรอหน่อย(ถ้าคนไม่แยะมากน่ะครับ) ซื้อตั๋วแล้วขึ้นที่ชานชะลาข้างที่ขายตั๋วได้เลย เคเบิ้ลคาร์รุ่นนี้จะเปลี่ยนใหม่แล้วน่ะครับ ในปลายเดือนหน้า หลังจากถูกใช้มากว่า 40 ปี (ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็ห้ามพลาดน่ะครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ มาอ่านเจอตอนก่อนกลับ เลยไม่มีโอกาสได้ใช้บริการ)

แต่ถ้ารักสนุก ชอบความท้ายทายล่ะก็ มาขึ้นลิฟต์นั่งแบบผมดีกว่าครับ (ได้บรรยากาศ+เสียวกว่าแยะ) ทางไปขึ้นที่สถานีซันโระคุ-山麓駅 สำหรับขึ้นลิฟต์นั่ง โดยกว่าจะถึงชานชะลาก็ต้องปีนบันไดขึ้นไปสัก 50 ขั้นเสียก่อน(ป้าๆบางคน เห็นบันไดทางขึ้นก็เปลี่ยนใจไปต่อแถวรอเคเบิ้ลคาร์ก็มี) วิธีขึ้นนั่งก็เร้าใจครับ ก่อนอื่นต้องไปรอยืนหน้าสายพาน รอสัญญาณแล้วขึ้นไปบนหยุดยืนสายพานที่จะเลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา แล้วกะจังหวะให้ดี(ตามที่พนักงานบอก)เพื่อให้นั่งลงพอดีกับจังหวะที่ลิฟต์มา(ตอนผมจะนั่งก็เสียวๆ เหมือนกัน คิดเหมือนกันว่าถ้านั่งพลาดเนี่ย ทั้งอาย ทั้งอันตราย)

ตอนแรกๆ เท้าก็ห่างจากพื้นไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่พอไปเรื่อยๆแล้วลิฟต์มันค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ล่ะครับ ความกลัวต่างๆเริ่มเข้ามาเยือน ไม่ใช่กลัวความสูงน่ะครับ แต่เป็นความกลัวอย่างอื่นเช่น กลัวโทรศัพท์มือถือ(ที่ใช้ถ่ายรูปนี้)หรือของอื่นๆมันจะหล่นกลางทาง (หล่นแล้วเป็นเรื่องแน่ๆ หากันตายเลย) หรือ กลัว(ไฟดับทำให้)ลิฟต์ค้างกลางทาง แล้วต้องเดินไปบนตาข่ายที่พาดด้วยไม้(อย่างกะเล่นกายกรรม ดูได้ในรูปขวา) ที่รองรับอยู่ด้านล่างแทน(ถ้าจะลำบาก)

ดูความสูงตอนช่วงที่(น่าจะ)สูงที่สุดซิครับ ผมว่าอยู่ห่างจากพื้นได้สัก 20-25 เมตรได้ เป็นความสูงที่เทียบเท่ากับระดับยอดไม้ของต้นสนซีดาร์-杉ที่ยืนสูงตระหง่านเลยทีเดียว(ดูรูปขวาเป็นหลักฐานครับ)
นั่งลิฟต์มาได้ประมาณเกือบ 20 นาที(ช้าใช้ได้เลยครับ คิดว่าน่าจะช้ากว่าเคเบิ้ลคาร์นิดหน่อย) ก็จะถึงสถานีซันโจว-山上駅 ตอนลงจากลิฟต์ก็ตื่นเต้นร้าใจครับ เพราะต้องกะจังหวะลุกขึ้นยืนบนสายพาน(ระบบเดียวกับตอนขึ้น)แล้วรีบเดินออกไปทางซ้าย(ระวังด้วยน่ะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นนาน ทำให้อาจจะไม่มีแรงยืนได้ ผมก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน) จากนั้นต้องเดินต่อไปแล้ว(ไม่มีให้สะดวกแล้วล่ะครับ)
เดินจากสถานีซันโจวของลิฟต์มาได้สักพักก็จะพบกับสถานีทาคาโอะซันของเคเบิ้ลคาร์ (เห็นไหมล่ะครับว่าถ้ารักสะดวก ชอบสบายขึ้นเคเบิ้ลคาร์ดีกว่า
เพราะมาได้สูงกว่า ใช้เวลาน้อยกว่าด้วย) ตรงนี้จะมีร้านค้าและร้านอาหารอยู่ ราคาไม่แพงกว่าปกติมาก เมนูมีให้เลือกหลายหลากด้วย และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดกัน(เพราะผมพลาดมาแล้ว) นั่นก็คืออย่าลืมซื้อเทนกุยาคิ-天狗焼き ขนมยอดนิยมอันดับ 1 ของทาคาโอะซันมากินกันครับ(ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะทำออกมาเป็นรูปหน้าเทนกุน่ะครับ ดูรูปขวาล่างซิครับ...หน้าบึ้งเชียว) เปลือกนอกกรอบกรุ๊บๆ แป้งด้านในเหนียวนุ่ม ไส้เป็นไส้ถั่วแดงผสมด้วยเกาหลัดฝานกับเม็ดถั่วดำ หวานกำลังดี มีให้เคี้ยว(ตอนแรกผมก็คิดว่างั้นๆ ไส้คงเป็นแค่ถั่วแดงกวนธรรมดา แต่คิดผิดครับ อร่อยจริงๆ และยังคิดผิดไปอีกที่คิดว่าขากลับจะมาซื้อ แต่ขากลับดันไม่ได้กลับมาทางเดิมนี้ อดไป กินได้แค่อันเดียวเอง...T^T ) อันละแค่ 120 เยนครับ แนะนำให้ซื้อเป็นแพ็คถุง 5 อัน 600 เยน ติดตัวไว้กินบนยอดก็จะดีไม่น้อย (ร้านหาไม่ยากครับ ออกจากสถานีที่ขี้นเคเบิ้ลคาร์มาก็เห็นเลย) แล้วยังมี ハスカップソフトクリ-ム ไอติมซอฟต์ครีมที่ทำจากเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง(พยายามหาชื่อภาษาไทยแล้วน่ะครับ แต่ไม่รู้จริงๆ) เค้าก็ว่าเปรี้ยวอมหวาน อร่อย มีชื่อเสียงคู่กันกับเทนคุยากิ อันละ 300 เยน(แพงไปหน่อย เลยไม่ได้ซื้อกิน)

ภาพนี้เป็นที่ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดูชีวิตของลิงภูเขา(ไม่ใช่โชว์น่ะครับ)และ
พันธุ์พืช-高尾山さる園・野草園น่ะครับ (ค่าเข้าผู้ใหญ่ 400เยน เด็ก 200เยน)

ภาพนี้เป็นต้นสนซีดาห์ที่มีรากลักษณะขดม้วนรวบๆต้น เหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ จึงได้ชื่อทาโคะสึกิ-たこ杉 หรือ ซีดาห์ปลาหมึกนั้นเอง อายุกว่า 450ปี (สูงเสียดทีเดียวน่ะครับ)
เมื่อเดินต่อไปจะถึงประตูเขตวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง-高尾山薬王院(ลืมบอกไปครับว่า พื้นที่ของเขาทาคาโอะนั้นเป็นเขตแดนที่ตั้งของวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง ภายหลังจะถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โดยวัดทาคาโอะซันยะคุโออิงนั้น สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 1200ปีก่อน เก่าแก่ทีเดียว) ที่เรียกว่าโจชินมอน-浄心門(ประตูล้างใจ) เมื่อดูตามเสาและด้านบนของประตูจะพบกับกระดาษเล็กๆที่เขียนชื่อติดอยู่เต็มไปหมดน่ะครับ(ดูได้จากภาพข้างล่างนี้) นี่เป็นธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ที่ว่าเมื่อมาที่วัดหรือศาลเจ้านั้นจะต้องเอากระดาษที่เขียนชื่อตัวเองมาติดเพื่อแสดงว่าได้มาทำการสักการะแล้ว(ดูๆไปคงเป็นจุดเริ่มต้นของการเขึยนเล่นน่ะครับ แต่ยังดีที่เขียนบนกระดาษแล้วค่อยเอามาติด) ปัจจุบันไม่อนุญาติให้ติดแล้ว(คงรก) จากนั้นจะเห็นว่าทางเดินสองข้างทางเป็นโคมไฟ(ที่ตกตอนกลางคืน เปิดไฟแล้วน่าจะคลาสิกเอามั่กๆ โคมไฟก็จะมีเขียนชื่อผู้บริจาคเงินสร้าง เหมือนบ้านเราเลย)
อันนี้เป็นด่านทดสอบที่สำคัญอันดับแรกเลยครั้ง บันไดขึ้น 108ขั้น(ผมลองนับแล้วได้แค่ 107เอง) ป้าๆบางคนเห็นแล้วถอดใจ บ่นอุบเลย แต่ก็ยังเห็นขึ้นกันครบน่ะครับ แต่บางคนนั้นขึ้นพร้อมๆกับผมแต่เดินเร็วกว่าอีก(แข็งแรงจริงๆ ตัวผมเองที่ว่าค่อนข้างมีความมั่นใจในการเดินขึ้นบันไดยาวนั้น ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยก็จริง แต่ขาก็ออกอาการล้านิดๆ การหายใจก็ถี่กว่าปกติเหมือนกัน เพราะว่าต้องเดินรวดเดียว)

ภาพนี้เป็นภาพเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ-仏舎利塔
ที่ได้อัญเชิญมาจากไทย (อ่านเจอจากป้ายตอนหลัง มิน่าล่ะ
ถึงมีเจดีย์ทรงคล้ายๆกับบ้านเรา แล้วก็มีรูปสลักหินรูปพุทธประวัติ ในตอนประสูติ
มารผจญ ตรัสรู้และปรินิพพาน(รูปขวา)
ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ค่อยจะเห็นในวัดที่ใดในญี่ปุ่น
เพราะส่วนใหญ่เป็นวัดในนิกายมหายานที่ได้รับอิทธิพลและการเผยแผ่มาจากจีน)
อย่าลืมมามนัสการล่ะครับ

เมื่อเดินถัดไปจะพบกับกำแพงที่ทำมาจากไม้ที่เอาต่อเรียงกันไปยาวเป็นร้อยเมตรเลยน่ะครับ(รูปซ้าย) อันนี้เป็นป้ายไม้ที่เขียนรายชื่อผู้บริจาค(เอาอีกแล้ว)ปลูกต้นสนซีดาห์ทดแทนในเขา แอบได้ยินมาจากไกด์(ของทัวร์อื่น)อีกแล้วว่า ต้นละ 10000เยน ดูๆจำนวนรายชื่อแล้วไม่น่าต่ำกว่าพันน่ะครับ(อืม...หลายตังค์) ส่วนรูปด้านขวาเป็นป้ายเขึยนกฏแห่งความดี 10 ประการ-十善式 อ่านๆดูแล้ว ตรงกับศีลสิบบ้านเราเลยครับ เช่นเริ่มจาก 不殺生 ไม่ฆ่าชีวิต ตรงกับศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น
ภาพนี้เป็นประตูทางเข้าเขตวิหารของวัดน่ะครับ (ในเ้ส้นทางที่ 1 นั่นการจะขึ้นถึงยอดเขานั้นต้องผ่านตัววัดไปน่ะครับ)


รูปด้านบนเหล่านี้เป็นรูปสลักของชิเทนโอว-四天王 จตุรเทพพิทักษ์ประจำ 4 ทิศ(สร้างไว้เพื่อพิทักษ์วัดจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้กร่ำกราย เช่นเดียวกับ นิโอว-仁王 ดูรายละเอียดใน...
新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...นารา เกียวโต โอซาก้า) อันประกอบไปด้วย บิชะมอนเทน びしゃもんてん-毘沙門天เทพพิทักษ์ประจำทิศเหนือ โซโจวทน ぞうちょうてん-増長天 เทพพิทักษ์ประจำทิศใต้ ชิโคคุเทน じこくてん-時国天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันออก โคโมะคุเทน こうもくてん-広目天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันตก ที่จะประจำอยู่ที่ประตูเขตวิหารวัด 2 ฝาก ทั้งหน้าและหลัง

ภาพวิหารหลักน่ะครับ ประดิษฐานพระโพธิสัตว์โอสถ-薬師如来 ที่เชื่อกันว่าเมื่อมาสักการะจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี โดยที่ด้านตรงข้ามของวิหารจะมีกล่องให้เสี่ยงเซียมซีที่นอกจากจะมีคำทำนายแล้วยังมีของแถมเช่นสายคล้องข้อมือ หินสี พัดเล็กๆ ไว้ติดตัวเป็นเครื่องรางได้อีก ราคาก็ 200เยน(อันนี้ผมก็พลาดอีกเช่นกัน ว่าจะกลับมาเสี่ยงแต่ก็ไม่ได้กลับมาเส้นทางเดิม เลยอด...เช่นกัน)

อันนี้เป็นวิหารอีกหลังที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกหลังน่ะครับ เห็นได้ยิน(แอบได้ยินจากไกด์อีกแล้ว)ว่าลายแกะสลักเป็นฝีมือช่างเดียวกันที่สร้างนิกโกโทโชคู-日光東照宮 อันมีชื่อเสียง (ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆน่ะครับ เพราะผมก็เคยไปที่นิกโกโทโชคูแล้วเหมือนกัน)
อันนี้เป็นศาลเจ้าเทนกุ(หรือเปล่า...) เพราะเห็นมีถวายเกี้ยะ-けた ที่ทำจากไม้หรือเหล็กแล้วก็พัด ซึ่งเป็นส่วนประกอบในเครื่องแต่งตัวของเทนกุน่ะครับ

จากนั้นก็ให้เดินไปตามทางหลังวัดเรื่อยๆจนถึงยอดเขา ที่ซึ่งทางค่อนข้างจะลาดชัน และลำบากมากขึ้น(ไม่ได้เป็นทางเทปูนลาดยางแล้ว แต่เป็นขอนไม้ทำเป็นขั้นๆบันไดแทน) ที่ยอดเขาจะมีลานกว้าง มีศาลาที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของและที่ว่างไว้สำหรับปูเสื้อนั่งพัก นั่งกินข้าว หรือปิกนิคกัน แล้วบนยอดเขาจะมีต้นไม้ที่ใบไม้เปลี่ยนสีแล้วอยู่ค่อนข้างมากทีดียว สีตัดจากสีเขียวของต้นอื่นๆ (เด่นเชียว ผมค่อนข้างดีใจทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกะเค้าบ้าง ไม่เสียเที่ยว)

อันนี้เป็นแท่นหินนี้เป็นแท่นหินที่บอกทิศ และที่ตั้งของภูเขาต่างๆ
ว่าอยู่ด้านไหน(ถ้าวันไหนอากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆแล้วล่ะก็
จะสามารถเห็นเขาลูกอื่นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน รวมทั้งภูเขาฟูจิด้วย)
ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางลานบนยอดเขาพอดี คราวนี้ผมก็เลยลองจะวัดระดับความสูงดู
ด้วยการใช้นาฬิกาของผมที่มีอัลติมิเตอร์(ไว้วัดระดับความสูง)
วัดระดับความสูงดู ได้ค่าออกมาที่ 525 เมตรจากระดับอ้างอิง(ของนาฬิกา)
ซึ่งความจริงแล้วทาคาโอะซันนั้นสูง 599 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
(ข้อมูลที่วัดได้จากนาฬิกาไม่ค่อยน่าเชื่อถืออ่ะครับ
เพราะว่าผมไม่ได้ปรับระดับอ้างอิงความสูงมาตรฐานมานานมากแล้ว
มีคลาดเคลื่อนบ้าง อุณหภูมิก็เช่นกัน เนื่องจากผมเพิ่งถอดนาฬิกาจากข้อมือ
อุณหภูมิที่ไว้ได้ก็ยังคงมีความอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของผมเหลืออยู่)

เป็นป้ายแสดงตำแหน่งของภูเขา(ว่าอยู่ตรงไหน จะได้ดูได้ถูก) ที่จุดชมวิวบนลานยอดเขา (แต่เสียดายที่มีเมฆมาบัง ไม่เห็นภูเขาฟูจิ)

อันนี้เป็นภาพในทาคาโอะซันวิซิสเตอร์เซ็นเตอร์ของกรุงโตเกียว
ที่อยู่บนยอดนั้นเอง ภายในจะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยในข้อมูลต่างๆ เช่น
ข้อมูลในการเดินทางต่อไปในเส้นทางต่อไปยังจินบะซัน-陣場山
ที่สามารถเดินต่อไปได้อีก(แต่อย่างที่ผมว่าไว้น่ะครับ
จะเดินให้ครบเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาในการเดินต่อไปอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง
แต่ถ้าอยากไปให้รีบมาน่ะครับ ตั้งแต่ 8
โมงเช้าที่เริ่มเปิดให้เดินขึ้นทาคาโอะซัน ก็น่าจะทัน) แล้วยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับรายละเีอียดพันธุ์พื-สัตว์ การรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจก็คือ รูปขวาบนนี้ล่ะครับ เป็นฝาเปิดให้ดูรายละเีอียดเกี่ยวกับสัตว์ที่พบได้มากที่สุดในเขาทาคาโอะ พอเปิดมาจะเจอกระจก...เสียดสีดี ส่วนล่างขวาเป็นการอธิบายเกี่ยวกับตำนานเทนกุ ซึ่งในเขาทาคาโอะนั้นมีความเชื่อกันว่ามีเทนกุสถิตย์อยู่มาแต่โบราณแล้ว เห็นได้จากในสิ่งก่อสร้างตามที่ต่างๆบนเขา จะมีรูปปั้นของเทนกุอยู่ั่ทั่วไป เค้าถือกันว่าเป็นเทพประจำเขา(เจ้าถิ่น)ด้วยละ่ครับ

อาหารกลางวันคนจนครับ (เตรียมมาเอง ขนมาของเหลือๆจากห้อง)
เวลากินต้องนั่งมองชาวบ้านเค้ามีความสุข จู๋จี๋ เฮฮา
นั่งกินข้าวกล่อง-弁当กัน(เห็นแล้วมัน....อิจฉา)
ถ้าจะให้ดีเตรียมหรือซื้อข้าวกล่องติดมาด้วยจะดีกว่า
เพราะว่าบนเขาขายแพงกว่าปกติ แถมมีแต่ชุดข้าวปั้น-おにぎり ไม่ก็พวกโซบะ-そば
หรือ อุดง-うどん ที่ราคาแพงกว่าข้างล่างประมาณ 100-300 เยน(อ่ะน่ะครับ
ตามความสูง แต่เวลาขน เค้าไม่ลำบากหรอกครับ
เพราะว่ายอดเขานั้นรถสามารถขึ้นถึงได้
แต่ไม่เปิดให้รถทั่วไปขึ้นและมีทางที่ไม่ค่อยจะมาปนกับทางเดินขึ้น
อันนี้เห็นกะตา)
ภาพนี้เป็นภาพเส้นทางเดินที่ 6 (ความยาว3.3กิโลเมตร ใช้เวลาเดินลงประมาณ 70นาที)ที่ผมใช้เดินลงจากยอดเพื่อกลับน่ะครับ
(ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับไปทางเดิม(เส้นทางที่ 1)
แต่ด้วยความอยากได้ตราประทับของน้ำตกบิวะ ซึ่งอยุ่กลางทางของเส้นทางที่ 6
ก็เลยตกลงว่าจะกลับทางนี้
แต่ต้องมานั่งเศร้าทีหลัง(นิดๆ)ที่ไม่ได้กลับไปซื้อเทนกุยาคิ กับ
เสี่ยงเซี่ยมซี อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกสุด(อายุมากแล้วลืมซะสนิทเลย)
แถมทางในเส้นทางที่ 6 นี้ก็แสนจะทุรกันดาร(เมื่อที่เทียบกับขาขึ้นมา
ดูได้จากภาพด้านหลัง เป็นทางเดินในเขาจริงๆ)
ในตอนแรกจะเป็นทางเดินในเขาที่เลียบไปตามแหล่งน้ำซึมออกมาแล้วค่อยๆไหลมารวม
กันเป็นสายน้ำๆเล็ก จนกลายเป็นน้ำตก(แต่ก็ไม่ใหญ่มากเท่าไหร่
บวกกับเป็นฤดูที่น้ำไม่มากด้วย)
ตามทางก็จะมีป้ายอธิบาย(ถึงประวัติความเป็นมาหรือความน่าสนใจหรือจุดสนใจใน
จุดนั้นๆ พร้อมกับบอกว่าตอนนี้ถึงจุดไหนของเส้นทางเดินแล้ว
ดีครับจะได้รู้ว่าตัวเองไม่หลงทาง รู้ตัวว่าอยู่ตรงไหน)
และเก้าอื้นั่งพักเป็นช่วงๆ ให้พักกันตามจุดสำคัญๆต่างๆ
(ผมเองก็พักแยะเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่เหนื่อยไม่ร้อนอะไร
แต่อุตส่าห์มาแล้วก็ค่อยๆเดินสูดอากาศ ฟังเสียงนกร้อง(ที่ไม่ใช่อีกาบ้าง)
ก็ดีไม่น้อยทีเดียว(ขนาดพักบ่อยแล้วกลับมายังปวดกล้ามเนื้อที่น่องเลย
อาจเป็นเพราะเดินค่อนข้างต่อเนื่องกันนานไปหน่อย
เนี่ยขนาดชินกับการเดินนานๆ+ใช้แรงแล้วน่ะครับ)



ภาพนี้เป็นภาพน้ำตกบิวะ-ひわ滝 เกิดจากแหล่งน้ำซึมบนเขาไหลรวมกันลงมา
เป็นที่ไว้สำหรับฝึกสมาธิน้ำตกด้วย(อย่างที่อาจจะเคยในการ์ตูนกันมาบ้าง
ที่มีคนไปยืนในน้ำตก ให้น้ำตกตกผ่านตัวน่ะครับ)
ถ้าอยากต้องสมัครแล้วเสียกะตังน่ะครับ เท่าไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน
รู้อย่างเดียวว่าหนาวแน่ครับ
ภาพอธิบายจุดขายหรือความน่าสนใจในจุดพักนั้นๆ ส่วนแผนที่ตั้งนั้นเป็นการบอกว่าตอนนี้ถึงที่ไหนของเส้นทางเดินแล้ว โดยแบ่งเป็นจุดๆ(จุดสีแดงคือที่ที่กำลังอยู่)
ภาพนี้เป็นของฝากที่ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาน่ะครับ ซ้ายมือเป็นทาคาโอะมันจู-高尾まんじゅう ซาลาเปาลูกเล็กไส้ถั่วแดง 2 สี ขาวกับน้ำตาล(ที่ใส่น้ำตาลทรายแดง) เจ้าที่ซื้อเป็นเจ้าที่คนต่อแถวซื้อมากที่สุดน่ะครับ (ไม่รู้อะไรก็ซื้อที่คนแห่กันซื้อแหละครับ) อร่อยหรือเปล่าไม่รู้เพราะว่าผมเอาไปฝากลูกค้าผู้มีพระคุณ(ที่เอื้อเฟื้อขนม ผลไม้ให้ทานเป็นประจำ) ไม่ได้กินเอง แต่เห็นเขียนคำโฆษณาไว้ว่าเวลาวัดมีงานจะใช้มันจูจากร้านนี่เสมอน่ะครับ(วัดยอมรับว่าอร่อยจริง ดีจริงว่างั้นเหอะ) ส่วนขนมด้านขวาเป็นทาคาโอะเซมเป้-高尾せんぺいครับ อันนี้ไว้กินเอง ถูกดี(210เยนเอง แต่ท่าทางจะค่อยอร่อย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดกินน่ะครับ)
สำหรับผมแล้วการไปเขาทาคาโอะนั้น เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีเอามากๆ จากที่เคยต้องสูดอากาศจากท่อไอเสียมอไซค์ตัวเอง มาสูดอากาศที่มีไมนัสอิออนจากป่าแทน(โดยเฉพาะขาลงเมื่อใช้เส้นทางหมายเลขที่ 6 ที่เลียบทางน้ำลงไปเรื่อยๆ) จากที่ได้ยินแต่เสียงอีกาที่ร้องแย่งคุ้ยขยะมาเป็นเสียงนกร้อง(พันธุ์อะไรก็ไม่รู้)ในธรรมชาติ และจากที่ต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อส่งสือพิมพ์ มาเป็นเดินขึ้น-ลงเขาแทน ต้องยอมรับครับว่ารู้สีกดี ผ่อนคลายกว่ากันแยะ แต่ก็ยังมีจุดที่น่าเสียดายอยู่บ้างเช่น ใบไม้เปลี่ยนสีไม่ค่อยเห็นนัก คนแยะไปหน่อย และไม่ได้ซื้อของอย่างที่ตั้งใจไว้(เทนกุยากิ เซี่ยมซี) แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เก็บไว้โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวกันใหม่ ส่วนผู้อ่านหากได้อ่านบลอคของผมแล้วมีโอกาสจะได้ไป ก็อย่าพลาดซ้ำรอยผมเลย (ขอให้สนุก ประทับใจละ่กันครับ)
คราวนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณสำหรับการติดต่อ และโปรดติดตามตอนต่อไป.....新聞男
©2008 新聞男
edit @ 9 Nov 2008 07:31:27 by 新聞男