2009/Oct/31

เกือบ1ปีเต็มที่ไม่ได้มาอัพกัน ตั้งแต่คราวของทาคาโอะซัง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วนู้นแน่ะครับ รายละเอียดดูได้ในหัวข้อ 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...「高尾山」 ทาคาโอะซัน ภูเขาในกรุง กับใบไม้เปลี่ยนสี(ไม่มาก) กลับมาคราวนี้มีหลายๆอย่างที่ต่างแตกไป อย่างเช่นชื่อบล๊อคของผมที่เปลี่ยนไปเป็น 元新聞男 ไป เพราะว่าผมได้จบชีวิต(ไม่ได้ตายน่ะครับ)ของเด็กส่งสือพิมพ์ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจาก 4 ปีที่ไม่มีวันลืมเลือน ทั้งลำบาก สุข เศร้า เหงา รัก เจ็บไข้ อย่างที่เพื่อนผมที่มาส่งสือพิมพ์ด้วยกันว่าไว้ล่ะครับ มีเงินล้านก็ซื้อประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้ (เพราะว่าถ้ามีเงินล้านก็ไม่ต้องมาส่งสือพิมพ์ ให้ลำบากตัวแล้ว) ขอเล่าความเป็นมาของตัวผมต่อจากนั้นอีกสักหน่อยเพื่อให้ได้เข้าใจ ตอนนี้ผมได้งานทำที่ญี่ปุ่น เลยได้วีซ่าอยู่ต่ออีก 3 ปีน่ะครับ ทำบริษัทเกี่ยวกับสำรวจ ทำแผนที่ หลักๆจะใช้เฮลิคอปเตอร์น่ะครับ แต่ดันผมดันสังกัดส่วนของสำรวจทางทะเล ที่ไม่เกี่ยวกับเฮลิเลย(ได้ขึ้นเฮลิครั้งเดียว ตอนฝึกงาน) นอกนั้นขึ้นเรืออย่างเดียว มิหนำซ้ำว่ายน้ำก็ไม่เป็น(กรรมไม่มีแบ) จะขอบอกว่าทำงานบริษัทญี่ปุ่นนั้นลำบากมากๆครับ ทั้งภาษา ทั้งวัฒนธรรม(แตกต่างไปจากร้านหนังสือพิมพ์ และบริษัทเก่าผมอย่างสิ้นเชิง) สถานการณ์ของผมนี้เรียกได้ว่ากลับตรงข้ามกับชีวิตในอุดมคติของผมที่เคยคิดไว้เลย คงเคยได้ยินคำนี้น่ะครับ ทำงานบริษัทฝรั่ง กินอาหารจีน มีเมียญี่ปุ่น อยู่บ้านเมืองไทย ตอนนี้ผมเป็นอย่างนี้ครับ ทำงานบริษัทญี่ปุ่น กินอาหารฝรั่ง (เกือบ)มีเมียจีน อยู่บ้านญีั่ปุ่น เลวร้ายที่สุด

ไม่พล่ามนอกเรื่องแล้วล่ะครับ มาเข้าเรื่องดีกว่า เผอิญตอนนี้ผมมาออกทำงานต่างจังหวัด ที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า 出張:ฉุดโจว อยู่ที่เมืองคุวานะ:桑名市 ตอนเหนือของจังหวัดมิเอะ :三重県 จริงแล้วๆจะต้องทำทั้งเสาร์ อาทิตย์ต่อไปเรื่อยไม่มีพัก แต่ด้วยเพราะว่าไต๋ก๋งเรือที่ใช้ในการสำรวจนั้นไปรับงานอื่น ทำให้ทำเสาร์ อาทิตย์ไม่ว่าง ประกอบกับผมทำงานไม่ได้หยุดมา 2 อาทิตย์แล้ว เลยขอรุ่นพี่หยุดพักซะ แล้วออกไปเที่ยวอิเซะจินกุ : 伊勢神宮 อย่างที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาคราวที่แล้ว(ผมมาที่นี้เป็นรอบที่สอง ภายในสองเดือน) 

ต่อไปผมขอเกริ่นเกี่ยวกับอิเซะจินกูสักนิดหน่อย (ตามความเข้าใจงูๆปลาๆของผม ที่อ่านมาจากไกด์บุ๊คบ้าง อินเตอร์เน็ตบ้าง) หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อหรือไม่เคยได้ยินชื่อของอิเซะจินกุ (แปลตรงตัวก็คือ ศาลเจ้าแห่งอิเซะ ที่มีที่ตั้งอยู่ที่แหลมอิเซะ ตอนกลางของเกาะฮอนชูในญี่ปุ่น) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วอิเซะจินกูนั้น ถือว่าเป็นหัวใจแห่งลัทธิชินโตของญีั่ปุ่นก็ว่าได้ คนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ:江戸時代 มีความเชื่อในการมาเยือนอิเซะจินกูเพื่อสักการะเทพอะมาเทระสุ:天照大神 เทพผู้ให้กำเนิด:祖神 (คงเคยได้เห็น ได้ยินมาจากการ์ตูนกันบ้างไม่มากก็น้อยน่ะครับ เช่นเทพฤทธิ์พิชิตมารคุจากุเป็นต้น) บิดาแห่งเทพทั้งหลายของลัทธิชินโตที่ทรงสถิตย์อยู่ที่นี้ตามความเชื่อมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าองค์จักรพรรดิก็ทรงสืบเชืื้อสายโดยตรงมาจากเทพอะมาเทระสุด้วย นอกจากนี้แล้วก็ยังมีศาลเจ้าย่อยๆของเทพต่างๆ(ลูกหลานของเทพอะมาเทระสุ) อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยตำนานเทพของชินโตนั้น ว่าไปแล้วมีส่วนที่คล้ายกับเทพนิยายของกรีกมาก โดยมีเทพแห่งธรรมชาติต่างๆ มีรูปแบบสังคม มีอารมณ์ต่างๆ มีตำนานเล่าขาน หากสนใจลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูน่ะครับ (ไม่งั้นยาว...)

การเดินทางไปยังอิเซะจินกูนั้นก็ค่อนข้างจะซับซ้อนนิดนึงน่ะครับ โดยถ้ามาจากโตเกียว แล้วล่ะก็ให้มาที่เมืองใหญ่ๆในแถบคันไซเช่น โอซาก้า:大阪 หรือนาโกย่า:名古屋 เสียก่อน แล้วมาต่อรถไฟไปยังสถานีอุจิยามาดะ:宇治山田 ของคินเทซึ:近鉄 หรือสถานีอิเซะชิ:伊勢市ของเจอาร์:JR ส่วนตัวผมนั้นนั่งจากคุวานะ นั่งรถไฟ(บริษัท)คินเทซึ แล้วไปต่อรถของคินเทซึอิเซะที่สถานีนาคาคาวะ:伊勢中川 แล้วไปลงที่สถานีอุจิยามาดะ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง นั่งเล่นดีเอสไปหลับไป ไม่มีความรู้สีกว่านานเลย (ค่ารถ 1170เยนต่อเที่ยว)

เมื่อมาถึงแล้วก็มาต่อรถบัสเพื่อไปยังหน้าศาลเจ้าเลยที่่ป้ายรถเบอร์1หน้าสถานีเลย ค่ารถก็160เยน เมื่อจะไปหน้าศาลเจ้าล่าง 外宮:เกะกู และ410เยน เมื่อจะไปหน้าศาลเจ้าใน内宮:ไนกู (ราคาต่อเที่ยวจากหน้าสถานี)

เสริมอีกนิดครับ  อิเซะจินกูนั้นเป็นชื่อเรียกรวมๆของศาลเจ้าที่อยู่ในละแวกนี้ทั้งหมดน่ะครับ แต่ที่สำคัญๆ ที่มีผู้ศรัทธามาสักการะเป็นหลักคือ ศาลเจ้าล่าง 外宮(ชื่อทางการคือ 富受大神宮) และศาลเจ้าใน 内宮(ชื่อทางการคือ 皇大神宮) โดยศาลเจ้าล่างที่คนญี่ปุ่นเรียกกันติดปากว่าเกะกูนั้นเป็นที่ทรงสถิตย์ของเทพโทโยอุเคะ:富受大神 เทพแห่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย:食衣住(ที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ขาดยารักษาโรคไปอย่างไม่งั้นครบทั้งปัจจัยสี่แล้ว (สร้างหลังจากศาลเจ้าในประมาณ 500ปี) และศาลเจ้าในที่คนญี่ปุ่นเรียกกันติดปากว่าไนกู(อย่างที่ผมได้เกริ่นในตอนต้น) ซึ่งว่ากันว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นที่ทรงสถิตย์ของเทพอะมาเทระสุ

อันนี้เป็นแผนที่แสดงที่ตั้งทั้งศาลเจ้าในและศาลเจ้าล่างที่อยู่ค่อนข้างห่างกันทีเดียว โดยศาลเจ้าล่างนั้นห่างจากสถานีอุจิยามาดะไปประมาณ 800 เมตรเอง นั่งรถบัสก็ประมาณ 5 นาที ส่วนศาลเจ้าในนั้นนั่งรถบัสใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ตอนแรกผมว่าจะไปที่ศาลเจ้าในเสียก่อน เพราะเห็นว่าควรจะไปสักการะเทพองค์ที่มีศักดิ์สูงกว่า แต่พอขึ้นรถบัสไปเจอป้ายประกาศ อ่านเข้าก็รู้ว่าคนญี่ปุ่นแต่โบราณ เค้าไปสักการะจากศาลเจ้าล่างไปยังศาลเจ้าใน เลยเปลี่ยนใจ 180 องศา นั่งไปลงหน้าศาลเจ้าล่างแทน

จริงๆแล้วอยากได้ป้ายไม้ที่ระลึกที่ช่วงนี้เค้าแจกวันละ 500ชิ้นเท่านั้นด้วยน่ะครับ (ส่วนตัวคันจิหวัดๆนั้น เขียนว่า ซังกู:参宮 มีความหมายว่าได้มาเยือนอิเซะจินกูแล้ว )ป้ายไม้นี้ไม่เพียงแต่แค่เป็นของที่ระลึกเท่านั้น ยังใช้เป็นส่วนลดในการซื้อของ กินอาหาร ในแถบนี้ด้วย มีรายชื่อร้านที่ร่วมรายการอยู่ในซองที่รับมาพร้อมกัน


ภาพทางเข้าด้านหน้าของจากทางเดินเข้าสักการะ โอโมเตะซังโด:表参道 ที่เป็นทางเข้าหลัก โอโมเตะซังโดะนี้จะเป็นทางเดินเข้าสู่วัดหรือศาลเจ้าในญี่ปุ่น มักจะมีร้านค้้าหรือร้านอาหารอยู่ อย่าลืมแวะน่ะครับ คราวนี้ผมก็ไม่พลาดเช่นเดียวกัน ติดตามต่อในตอนท้่ายๆ (นอกจากนี้ยังมีทางเข้าทิศเหนืออีกทางครับ) แผนที่ของศาลเจ้าในและศาลเจ้าล่างนั้นดาวน์โหลดได้จาก http://www.isejingu.or.jp/shosai/english/index.htm

ส่วนภาพนี้เป็นสะพานทางเข้าครับ มีชื่อเรียกด้วยน่่ะครับ คือ 表参道火除橋 แปลความหมายดูแล้วก็รู้ว่าเป็นสะพานที่ไว้กันศาลเจ้าจากไฟไหม้จากด้านนอกลามเข้ามานั้นเองโดยสร้างพร้อมกับคูน้ำล้อมรอบ เป็นการบอกอาณาเขตไปในตัวด้วย (ทางเดินนั้นเิดินด้านขวามือ)

ภาพนี้เป็นห้องเป็นประชาสัมพันธ์และรักษาความปลอดภัย ขอรัับแผนที่(แต่เป็นญี่ปุ่น) แผ่นพับอธิบายภาษาอังกฤษ ป้ายที่เห็นอยู่ในภาพจะบอกเวลาเปิดปิดในแต่ละเดือน เพราะว่าถ้าเป็นฤดูหนาวแล้วจะมืดเร็ว จะปิดเช้าหน่อย

  ช่วงนี้เป็นหน้าของดอกเบญจมาส คิคุ : 菊 จึงมีการนำมาถวายเพื่อเป็นการสักการะและดอกเบญจามาสยังเป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงค์ญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ยังมีบอนไซสวยๆมาประดับด้วยเรียบ ง่าย สวยตามสไตล์ญี่ปุ่นมากครับ

เมื่อเข้าไปจะพบกับสระน้ำำมากะทามาอิเคะ 勾玉池(เป็นรูปประคำครึ่งวงกลม ครึ่งหนึ่งของสัญลักษณ์หยิน หยางน่ะครับ)สระน้ำในส่วนของศาลเจ้าล่าง ไว้เพื่อกันไฟไหม้ นอกจากนี้ยังมีเวทีที่จะมีการแสดงระบำต่างๆเพื่อถวายแก่เทพ ในงานเทศกาลต่างๆของศาลเจ้า

ทามาอิเคะนี้เป็นหนึ่งในสามเทวภัณฑ์ : 三種の神器 อันได้แก่ กระจกยาตะ 八咫鏡:やたのかがみ ประคำยาซาึคะนิ 八尺瓊勾玉:やさかにのまがたま ดาบอะมาโนะมุระคุระโมะ 天叢雲剣:あめのむらくものつるぎ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ ดาบคุซานางิ (ดาบในตำนาน ที่มักจะเป็นดาบที่ดีมากๆ ในเกมภาษาต่างๆ) นอกจากนี้แล้วยังเป็นสํญลักษณ์แห่งจักพรรดิของญี่ปุ่นด้วย 

 

  เมื่อเดินถัดเข้าไปจะพบกับสิ่งปลูกสร้างที่่ใหม่ สวยงาม  แต่ไม่ใช่ตัวศาลเจ้าใดๆน่ะครับ เป็นสถานที่ประกอบพิธีเท่านั้นน่ะครับ เช่น แต่งงาน อวยพร เป็นต้น ตามพิธีกรรมของชินโต ด้านล่างเป็นค่าประกอบพิธีต่างๆ ตั้งแต่ห้าพันถึงห้าแสนน่ะครับ

  ภาพนี้เป็นหินที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าศาลหลัก:御正殿 เชื่อกันว่าเป็นแหล่งรวมพลังงานให้กับศาลหลัก สัมผัสแล้วจะรู้สึกอุ่นจากพลังที่รวมรวบ ลุงๆป้าๆเลย ต่อแถวกันไปแตะ ไปจับดู ตัวผมลองดูแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เห็นจะรู้สึกอุ่นอะไรเป็นพิเศษเลย แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลน่ะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

2008/Nov/05

กลับมาอีกกับซี่รีย์ เที่ยวละไม ไปดั่งใจ (หลังจากตอนของวัดเซ็นโซจิ เมื่อปีใหม่ 2007 นู้นแน่ะ รายละเอียดดูได้ในหัวข้อ 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...วัดเซ็นโซจิ, อาซาคุซะ) อย่างที่คราวที่แล้วบอกไว้ เพราะตอนนี้ผมหยุดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ทำให้มีเวลาว่าง ไหนๆก็ปีสุดท้ายแล้ว เที่ยวดีกว่านอน ประกอบกับอากาศที่แสนดีเป็นใจแก่การออกไปท่องเที่ยว(แรด... อากาศดีจริงๆครับ อากาศค่อนข้างเย็นแต่แดดจัด ไม่มีเมฆ) คราวนี้ก็ได้เวลาที่อย่างที่ผมวางแผนไว้มาเกือบ 2 ปีที่จะไป 高尾山 ทาคาโอะซัน อันเป็นภูเขาที่อยู่ในกรุงโตเกียว(ผมเขียนไม่ผิดครับ อยู่ในโตเกียว บางคนรวมทั้งผมด้วย ที่มีภาพของโตเกียวที่มีแต่ตึกสูง แสงสี ไฟ เทคโนโลยีอันก้าวล้ำ แต่อย่างชื่อหัวข้อในคราวนี้แหละครับ) แต่ทว่าตอนนี้ในโตเกียวนั้นยังไม่ถึงช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (โคโย/โมมิจิ-紅葉 อ่านได้ 2 แบบ) ทำให้โอกาสที่จะเห็นนั้นต่ำมากน่ะครับ ผมเช็คจากเน็ตก่อนไปแล้ว(นี่เป็นเว็บของทางทาคาโอะซันที่เป็นภาษาอังกฤษน่ะครับ ถ้าจะหาข้อมูลก็เชิญได้ครับhttp://www.takaotozan.co.jp/takaotozan_eng1/index2.htm)

ทาคาโอะซันนั่นมีชื่อเสียงมากครับ ในเรื่องความงามของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ที่เขาทั้งเขาจะกลายเป็นสีแดง สีส้มสดใส(ดูได้อย่างในรูปแผ่นหน้าสุดของแผ่นพับด้านล่างน่ะครับ ประมาณนั้นจริๆ) แต่เมื่อถึงตอนนั้นคนที่มาก็จะล้านแปดเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ใกล้ที่สุดจากโตเกียวแล้ว (ขืนไปตอนนั้น แม้นแต่ทางเดินขึ้นเขาก็ยังต้องต่อแถวเลยล่ะครับ ดูจากทีวีมาเมื่อปีที่แล้ว เนี่ยขนาดผมไปในวันธรรมดา ยังไม่ใช่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี คนยังแยะเลย) และอีกอย่างคือถ้าไม่ไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปตอนไหนแล้วล่ะครับปีนี้(ไม่น่าจะว่างแล้ว)

เริ่มการเดินทางกันเลยน่ะครับ แม้นจะว่าทาคาโอะซันไว้้ว่าอยู่ในโตเกียว แต่ก็ไม่ได้อยู่ในโตเกียว 23 เขต-東京23区(ที่เขตที่เป็นศูนย์กลางของโตเกียว ที่ประชากรหนาแน่น ใกล้กับฝั่งอ่าวโตเกียวนั้นเอง ยังมีเมือง-市อีกหลายเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในเกาะด้วย)อยู่ในฮะจิโอวจิชิ-八王子市(แปลกันตรงๆก็คือเมืององค์ชายแปด อย่างกับหนังจีนฮ่องเต้) ถ้ามาจากกลางโตเกียว อย่างจาก新宿-ชินจูกุแล้วล่ะก็สามารถนั่งรถไฟสายเคโอ-京王 จากชินจูกุรวดเดียวไปลงสถานีทาคาโอะกุจิ-高尾口駅 (ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้น กับค่าเดินทางแต่ 370 เยน)ได้เลยสะดวกมากครับ ยิ่งตอนนี้ทางสายเคโอกำลังจัดแคมเปญตั๋วลดราคาที่ชื่อ 高尾山割引乗車券-ทาคาโอะวาริบิคิโจชะเคน อยู่น่ะครับ  ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ 2 รอบ จากปกติ 1640 เยน วันธรรมดาเหลือ 1320 เยน วันเสาร์-อาทิตย์-หยุดราชการ 1480 เยน หรือ ตั๋วไป-กลับ(จากสถานีชินจูกุ-ทาคาโอะกุจิ)+ตั๋วเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์ขาเดียว จาก 1210 เยน เหลือ 980 เยน สำหรับวันธรรมดาน่ะครับ ประหยัดไปได้มากทีเดียว(ถ้ามีโอกาสได้ไปในช่วงนี้แล้ว อย่าลืมใช้ล่ะครับ คุ้มมากครับ เพราะแค่ค่าขึ้นเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งนั้น ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ  900 เยนแล้ว) ส่วนผมนั้นไม่ได้อยู่แถวชินจูกุน่ะครับ ก็ทำใจต่อรถไฟ 3 ต่อ กับ เวลาชั่วโมงครึง แต่ก็ถือว่าไม่นานมากน่ะครับ

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมตัวสักก่อน เริ่มจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเดินสักก่อน อันนี้ค่อนข้างมีความมั่นใจ(เพราะว่าผมทำงานใช้แรง เดินวันละหลายๆชั่วโมง และวิ่งขึ้นบันไดเป็นร้อยๆขั้นอยู่ทุกวัน) จากกนั้นก็มาเตรียมของและอุปกรณ์กัน ผมเตรียมไปทั้งน้ำชา ขนมปัง ไวตามิลค์(ที่นี้ก็หาซื้อได้ ในไชน่าทาวน์/จูคะไก-中華街ครับ) หมากฝรั่ง ถุงมือ(กันหนาว+ไว้จับโน่นจับนี้)เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว(สองอย่างหลังไม่รู้อันไปทำไม หนักป่าวๆ แต่ถ้าเป็นวันที่อากาศไม่แน่นอนแล้วจำเป็นมากๆครับ) และที่สำคัญที่สุดคือ ถุงพลาสติกไว้สำหรับใส่ขยะ เพราะว่าบนเขานั้นจะไม่มีที่ให้ทิ้งขยะเลยแม้นแต่ที่เดียว จะต้องเอาขยะที่เกิดจากการกินดื่มหรืออื่นๆของตัวเองติดตัวกลับบ้านไป นี่เป็นนโยบายของเค้าครับ ผมออกจากห้องมาตอนช่วงเช้า ตอนชั่วโมงเร่งด่วน ฝ่ากลางโตเกียวออกมา พอเข้าใกล้สถานีปลายทางปุ๊ปก็เห็นกรุ๊ปทัวร์(ลุง-ป้า)เริ่มทยอยขึ้นมาแทนพนักงานบริษัทและนักเรียน พอใกล้จะถึงสถานีปลายทาง รถไฟก็เต็มไปด้วยลุง-ป้า ตา-ยาย และกรุ๊ปทัวร์ผู้สูงอายุเท่านั้น รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนที่น่าจะอายุเด็กที่สุดในรถไฟไปแล้ว (พอมาตอนหลัง ระหว่างที่เดินขึ้น ก็จะเริ่มเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนทั้งประถม ทั้งมัธยมต้นที่มาเอนโซคุ-遠足 ทัศนาศึกษากัน ส่งเสียงดัง สนุกสนาน เฮฮากันดี)

นี่เป็นภาพรอบบริเวณสถานีทาคาโอะกุจิ ล้อมรอบไปด้วยเขา และใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วบางที่ แต่โดยรวมแล้วยังไม่ถึง 10เปอร์เซ็นต์เลย (เห็นไกด์บอกว่าต้องรอประมาณเกือบปลายเดือนนี้ถึงจะเปลี่ยนสี แล้วต้องรออากาศเย็นลงกว่านี้ เหลือประมาณ 10องศาก่อน แอบฟังน่ะครับ)

อันนี้เป็นแผ่นพับแผนที่และที่รวบรวมตราประทับของสายเคโอน่ะครับ มีตั้งอยู่ตรงทางออกจากสถานีเลยครับ เป็นทั้งแผนที่และที่รวบรวมตราประทับ ถ้ารวบรวมตราประทับได้ครบแล้วให้ส่งไปชิงโชครางวัลได้อีก แต่ทว่าการที่จะได้ตราประทับครบนั้นจะต้องเดินไปตามเส้นทาง ที่มีโต๊ะตราประทับตั้งอยู่น่ะครับ(ตราประทับจะเป็นรูปของพันธุ์นกที่พบได้ในทาคาโอะซัน) บางที่มีให้ประทับแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น และถ้าหากขึ้นแค่ทาคาโอะซันแล้วล่ะก็จะได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อยากที่ผมไปประทับมาน่ะครับ เพราะตราประทับอันอื่นนั้นจะอยู่ในเส้นทางการเดินที่ต่อจากยอดของทาคาโอะซันต่อไปยัง ยอดอื่นซึ่งใช้เวลาในการเดินอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง (ตอนแรกผมว่าจะไปเหมือนกันน่ะครับ แต่ทว่าดูเวลาแล้วไม่ทันพระอาทิตย์ตก เดินเขาตอนมืดอันตราย+เสี่ยงเกินไปสำหรับชายโฉด...เอ๊ยโสดอย่างผม)

   

อันนี้เป็นแผนที่เส้นทางเดินหมายเลข 1 ที่เรียกว่า โอโมเทะซันโดคอร์ส-表参道コ-ス มีความยาว 3.8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 100 นาที เดินลงประมาณ 90 นาที (ถ้าใช้เคเบิ้ลคาร์ หรือลิฟต์นั่งก็จะประหยัดไปได้ประมาณ 40 นาที) เป็นทางที่ใช้ขึ้นไปนมัสการวัด เป็นเส้นทางที่เดินง่ายที่สุดน่ะครับ เหมาะสำหรับผู้ที่มาเป็นครั้งแรก (เด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์)ผมใช้ในขาขึ้นไปน่ะครับ โดยเป็นเส้นทางที่เส้นทางเดินในทาคาโอะซันนั้นมีทั้งหมด 6 เส้นทางน่ะครับ แต่ละเส้นทางก็จะมีหัวข้อ ลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป (เส้นทางเดินนั้นก็ไม่ค่อยทับซ้อนกันเท่าไหร่ ลองเริ่มเดินในหมายเลขไหนแล้ว ต้องเดินให้จบเลยล่ะครับ) และต่อไป 

ภาพนี้เป็นสถานีคิโยทาคิ-清滝駅 สถานีขึ้นเคเบิ้ลคาร์ครับ และเป็นที่ขายตั๋ว ซื้อตั๋วแล้วจะเลือกนั่งเคเบิ้ลคาร์หรือลิฟต์นั่งอย่างไหนก็ได้ ขาเดียว 470 เยน ไป-กลับ 900 เยน  

ถ้ารักสะดวก ชอบความสบายก็ขึ้นเคเบิ้ลคาร์โลดครับ มีทุกๆ 15 นาที ต่อแถวรอหน่อย(ถ้าคนไม่แยะมากน่ะครับ) ซื้อตั๋วแล้วขึ้นที่ชานชะลาข้างที่ขายตั๋วได้เลย เคเบิ้ลคาร์รุ่นนี้จะเปลี่ยนใหม่แล้วน่ะครับ ในปลายเดือนหน้า หลังจากถูกใช้มากว่า 40 ปี (ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็ห้ามพลาดน่ะครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ มาอ่านเจอตอนก่อนกลับ เลยไม่มีโอกาสได้ใช้บริการ)

แต่ถ้ารักสนุก ชอบความท้ายทายล่ะก็ มาขึ้นลิฟต์นั่งแบบผมดีกว่าครับ  (ได้บรรยากาศ+เสียวกว่าแยะ) ทางไปขึ้นที่สถานีซันโระคุ-山麓駅 สำหรับขึ้นลิฟต์นั่ง โดยกว่าจะถึงชานชะลาก็ต้องปีนบันไดขึ้นไปสัก 50 ขั้นเสียก่อน(ป้าๆบางคน เห็นบันไดทางขึ้นก็เปลี่ยนใจไปต่อแถวรอเคเบิ้ลคาร์ก็มี) วิธีขึ้นนั่งก็เร้าใจครับ ก่อนอื่นต้องไปรอยืนหน้าสายพาน รอสัญญาณแล้วขึ้นไปบนหยุดยืนสายพานที่จะเลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา แล้วกะจังหวะให้ดี(ตามที่พนักงานบอก)เพื่อให้นั่งลงพอดีกับจังหวะที่ลิฟต์มา(ตอนผมจะนั่งก็เสียวๆ เหมือนกัน คิดเหมือนกันว่าถ้านั่งพลาดเนี่ย ทั้งอาย ทั้งอันตราย)

ตอนแรกๆ เท้าก็ห่างจากพื้นไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่พอไปเรื่อยๆแล้วลิฟต์มันค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ล่ะครับ ความกลัวต่างๆเริ่มเข้ามาเยือน ไม่ใช่กลัวความสูงน่ะครับ แต่เป็นความกลัวอย่างอื่นเช่น กลัวโทรศัพท์มือถือ(ที่ใช้ถ่ายรูปนี้)หรือของอื่นๆมันจะหล่นกลางทาง (หล่นแล้วเป็นเรื่องแน่ๆ หากันตายเลย) หรือ กลัว(ไฟดับทำให้)ลิฟต์ค้างกลางทาง แล้วต้องเดินไปบนตาข่ายที่พาดด้วยไม้(อย่างกะเล่นกายกรรม ดูได้ในรูปขวา) ที่รองรับอยู่ด้านล่างแทน(ถ้าจะลำบาก)

ดูความสูงตอนช่วงที่(น่าจะ)สูงที่สุดซิครับ ผมว่าอยู่ห่างจากพื้นได้สัก 20-25 เมตรได้ เป็นความสูงที่เทียบเท่ากับระดับยอดไม้ของต้นสนซีดาร์-杉ที่ยืนสูงตระหง่านเลยทีเดียว(ดูรูปขวาเป็นหลักฐานครับ)

นั่งลิฟต์มาได้ประมาณเกือบ 20 นาที(ช้าใช้ได้เลยครับ คิดว่าน่าจะช้ากว่าเคเบิ้ลคาร์นิดหน่อย) ก็จะถึงสถานีซันโจว-山上駅 ตอนลงจากลิฟต์ก็ตื่นเต้นร้าใจครับ เพราะต้องกะจังหวะลุกขึ้นยืนบนสายพาน(ระบบเดียวกับตอนขึ้น)แล้วรีบเดินออกไปทางซ้าย(ระวังด้วยน่ะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเท้าไม่ได้สัมผัสพื้นนาน ทำให้อาจจะไม่มีแรงยืนได้ ผมก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน) จากนั้นต้องเดินต่อไปแล้ว(ไม่มีให้สะดวกแล้วล่ะครับ)

เดินจากสถานีซันโจวของลิฟต์มาได้สักพักก็จะพบกับสถานีทาคาโอะซันของเคเบิ้ลคาร์ (เห็นไหมล่ะครับว่าถ้ารักสะดวก ชอบสบายขึ้นเคเบิ้ลคาร์ดีกว่า เพราะมาได้สูงกว่า ใช้เวลาน้อยกว่าด้วย) ตรงนี้จะมีร้านค้าและร้านอาหารอยู่ ราคาไม่แพงกว่าปกติมาก เมนูมีให้เลือกหลายหลากด้วย และสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดกัน(เพราะผมพลาดมาแล้ว) นั่นก็คืออย่าลืมซื้อเทนกุยาคิ-天狗焼き ขนมยอดนิยมอันดับ 1 ของทาคาโอะซันมากินกันครับ(ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะทำออกมาเป็นรูปหน้าเทนกุน่ะครับ ดูรูปขวาล่างซิครับ...หน้าบึ้งเชียว) เปลือกนอกกรอบกรุ๊บๆ แป้งด้านในเหนียวนุ่ม ไส้เป็นไส้ถั่วแดงผสมด้วยเกาหลัดฝานกับเม็ดถั่วดำ หวานกำลังดี มีให้เคี้ยว(ตอนแรกผมก็คิดว่างั้นๆ ไส้คงเป็นแค่ถั่วแดงกวนธรรมดา แต่คิดผิดครับ อร่อยจริงๆ และยังคิดผิดไปอีกที่คิดว่าขากลับจะมาซื้อ แต่ขากลับดันไม่ได้กลับมาทางเดิมนี้ อดไป กินได้แค่อันเดียวเอง...T^T ) อันละแค่ 120 เยนครับ แนะนำให้ซื้อเป็นแพ็คถุง 5 อัน 600 เยน ติดตัวไว้กินบนยอดก็จะดีไม่น้อย (ร้านหาไม่ยากครับ ออกจากสถานีที่ขี้นเคเบิ้ลคาร์มาก็เห็นเลย) แล้วยังมี ハスカップソフトクリ-ム ไอติมซอฟต์ครีมที่ทำจากเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง(พยายามหาชื่อภาษาไทยแล้วน่ะครับ แต่ไม่รู้จริงๆ) เค้าก็ว่าเปรี้ยวอมหวาน อร่อย มีชื่อเสียงคู่กันกับเทนคุยากิ อันละ 300 เยน(แพงไปหน่อย เลยไม่ได้ซื้อกิน)

 

 

ภาพนี้เป็นที่ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดูชีวิตของลิงภูเขา(ไม่ใช่โชว์น่ะครับ)และ พันธุ์พืช-高尾山さる園・野草園น่ะครับ (ค่าเข้าผู้ใหญ่ 400เยน เด็ก 200เยน) 

ภาพนี้เป็นต้นสนซีดาห์ที่มีรากลักษณะขดม้วนรวบๆต้น เหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ จึงได้ชื่อทาโคะสึกิ-たこ杉 หรือ ซีดาห์ปลาหมึกนั้นเอง   อายุกว่า 450ปี (สูงเสียดทีเดียวน่ะครับ)

เมื่อเดินต่อไปจะถึงประตูเขตวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง-高尾山薬王院(ลืมบอกไปครับว่า พื้นที่ของเขาทาคาโอะนั้นเป็นเขตแดนที่ตั้งของวัดทาคาโอะซันยะคุโออิง ภายหลังจะถูกกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โดยวัดทาคาโอะซันยะคุโออิงนั้น สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 1200ปีก่อน เก่าแก่ทีเดียว) ที่เรียกว่าโจชินมอน-浄心門(ประตูล้างใจ) เมื่อดูตามเสาและด้านบนของประตูจะพบกับกระดาษเล็กๆที่เขียนชื่อติดอยู่เต็มไปหมดน่ะครับ(ดูได้จากภาพข้างล่างนี้) นี่เป็นธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ที่ว่าเมื่อมาที่วัดหรือศาลเจ้านั้นจะต้องเอากระดาษที่เขียนชื่อตัวเองมาติดเพื่อแสดงว่าได้มาทำการสักการะแล้ว(ดูๆไปคงเป็นจุดเริ่มต้นของการเขึยนเล่นน่ะครับ แต่ยังดีที่เขียนบนกระดาษแล้วค่อยเอามาติด) ปัจจุบันไม่อนุญาติให้ติดแล้ว(คงรก)  จากนั้นจะเห็นว่าทางเดินสองข้างทางเป็นโคมไฟ(ที่ตกตอนกลางคืน เปิดไฟแล้วน่าจะคลาสิกเอามั่กๆ โคมไฟก็จะมีเขียนชื่อผู้บริจาคเงินสร้าง เหมือนบ้านเราเลย)

 

อันนี้เป็นด่านทดสอบที่สำคัญอันดับแรกเลยครั้ง บันไดขึ้น 108ขั้น(ผมลองนับแล้วได้แค่ 107เอง) ป้าๆบางคนเห็นแล้วถอดใจ บ่นอุบเลย แต่ก็ยังเห็นขึ้นกันครบน่ะครับ แต่บางคนนั้นขึ้นพร้อมๆกับผมแต่เดินเร็วกว่าอีก(แข็งแรงจริงๆ ตัวผมเองที่ว่าค่อนข้างมีความมั่นใจในการเดินขึ้นบันไดยาวนั้น ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยก็จริง แต่ขาก็ออกอาการล้านิดๆ การหายใจก็ถี่กว่าปกติเหมือนกัน เพราะว่าต้องเดินรวดเดียว)

ภาพนี้เป็นภาพเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ-仏舎利塔 ที่ได้อัญเชิญมาจากไทย (อ่านเจอจากป้ายตอนหลัง มิน่าล่ะ ถึงมีเจดีย์ทรงคล้ายๆกับบ้านเรา แล้วก็มีรูปสลักหินรูปพุทธประวัติ ในตอนประสูติ มารผจญ ตรัสรู้และปรินิพพาน(รูปขวา) ซึ่งตามปกติแล้วจะไม่ค่อยจะเห็นในวัดที่ใดในญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่เป็นวัดในนิกายมหายานที่ได้รับอิทธิพลและการเผยแผ่มาจากจีน) อย่าลืมมามนัสการล่ะครับ  

   

เมื่อเดินถัดไปจะพบกับกำแพงที่ทำมาจากไม้ที่เอาต่อเรียงกันไปยาวเป็นร้อยเมตรเลยน่ะครับ(รูปซ้าย) อันนี้เป็นป้ายไม้ที่เขียนรายชื่อผู้บริจาค(เอาอีกแล้ว)ปลูกต้นสนซีดาห์ทดแทนในเขา แอบได้ยินมาจากไกด์(ของทัวร์อื่น)อีกแล้วว่า ต้นละ 10000เยน ดูๆจำนวนรายชื่อแล้วไม่น่าต่ำกว่าพันน่ะครับ(อืม...หลายตังค์) ส่วนรูปด้านขวาเป็นป้ายเขึยนกฏแห่งความดี 10 ประการ-十善式 อ่านๆดูแล้ว ตรงกับศีลสิบบ้านเราเลยครับ เช่นเริ่มจาก 不殺生 ไม่ฆ่าชีวิต ตรงกับศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น

 

  ภาพนี้เป็นประตูทางเข้าเขตวิหารของวัดน่ะครับ (ในเ้ส้นทางที่ 1 นั่นการจะขึ้นถึงยอดเขานั้นต้องผ่านตัววัดไปน่ะครับ)

รูปด้านบนเหล่านี้เป็นรูปสลักของชิเทนโอว-四天王 จตุรเทพพิทักษ์ประจำ 4 ทิศ(สร้างไว้เพื่อพิทักษ์วัดจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้กร่ำกราย เช่นเดียวกับ นิโอว-仁王 ดูรายละเอียดใน... 新聞男 : เที่ยวละไม ไปดั่งใจ...นารา เกียวโต โอซาก้า) อันประกอบไปด้วย บิชะมอนเทน びしゃもんてん-毘沙門天เทพพิทักษ์ประจำทิศเหนือ โซโจวทน ぞうちょうてん-増長天 เทพพิทักษ์ประจำทิศใต้ ชิโคคุเทน じこくてん-時国天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันออก โคโมะคุเทน こうもくてん-広目天 เทพพิทักษ์ประจำทิศตะวันตก ที่จะประจำอยู่ที่ประตูเขตวิหารวัด 2 ฝาก ทั้งหน้าและหลัง

ภาพวิหารหลักน่ะครับ ประดิษฐานพระโพธิสัตว์โอสถ-薬師如来 ที่เชื่อกันว่าเมื่อมาสักการะจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี โดยที่ด้านตรงข้ามของวิหารจะมีกล่องให้เสี่ยงเซียมซีที่นอกจากจะมีคำทำนายแล้วยังมีของแถมเช่นสายคล้องข้อมือ หินสี พัดเล็กๆ ไว้ติดตัวเป็นเครื่องรางได้อีก ราคาก็ 200เยน(อันนี้ผมก็พลาดอีกเช่นกัน ว่าจะกลับมาเสี่ยงแต่ก็ไม่ได้กลับมาเส้นทางเดิม เลยอด...เช่นกัน)

  อันนี้เป็นวิหารอีกหลังที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกหลังน่ะครับ เห็นได้ยิน(แอบได้ยินจากไกด์อีกแล้ว)ว่าลายแกะสลักเป็นฝีมือช่างเดียวกันที่สร้างนิกโกโทโชคู-日光東照宮 อันมีชื่อเสียง (ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆน่ะครับ เพราะผมก็เคยไปที่นิกโกโทโชคูแล้วเหมือนกัน)

 

อันนี้เป็นศาลเจ้าเทนกุ(หรือเปล่า...) เพราะเห็นมีถวายเกี้ยะ-けた ที่ทำจากไม้หรือเหล็กแล้วก็พัด ซึ่งเป็นส่วนประกอบในเครื่องแต่งตัวของเทนกุน่ะครับ

 

 

จากนั้นก็ให้เดินไปตามทางหลังวัดเรื่อยๆจนถึงยอดเขา ที่ซึ่งทางค่อนข้างจะลาดชัน และลำบากมากขึ้น(ไม่ได้เป็นทางเทปูนลาดยางแล้ว แต่เป็นขอนไม้ทำเป็นขั้นๆบันไดแทน) ที่ยอดเขาจะมีลานกว้าง มีศาลาที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของและที่ว่างไว้สำหรับปูเสื้อนั่งพัก นั่งกินข้าว หรือปิกนิคกัน แล้วบนยอดเขาจะมีต้นไม้ที่ใบไม้เปลี่ยนสีแล้วอยู่ค่อนข้างมากทีดียว สีตัดจากสีเขียวของต้นอื่นๆ (เด่นเชียว ผมค่อนข้างดีใจทีเดียว อย่างน้อยก็ยังได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกะเค้าบ้าง ไม่เสียเที่ยว)

อันนี้เป็นแท่นหินนี้เป็นแท่นหินที่บอกทิศ และที่ตั้งของภูเขาต่างๆ ว่าอยู่ด้านไหน(ถ้าวันไหนอากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆแล้วล่ะก็ จะสามารถเห็นเขาลูกอื่นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน รวมทั้งภูเขาฟูจิด้วย) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางลานบนยอดเขาพอดี คราวนี้ผมก็เลยลองจะวัดระดับความสูงดู ด้วยการใช้นาฬิกาของผมที่มีอัลติมิเตอร์(ไว้วัดระดับความสูง) วัดระดับความสูงดู ได้ค่าออกมาที่ 525 เมตรจากระดับอ้างอิง(ของนาฬิกา) ซึ่งความจริงแล้วทาคาโอะซันนั้นสูง 599 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ข้อมูลที่วัดได้จากนาฬิกาไม่ค่อยน่าเชื่อถืออ่ะครับ เพราะว่าผมไม่ได้ปรับระดับอ้างอิงความสูงมาตรฐานมานานมากแล้ว มีคลาดเคลื่อนบ้าง อุณหภูมิก็เช่นกัน เนื่องจากผมเพิ่งถอดนาฬิกาจากข้อมือ อุณหภูมิที่ไว้ได้ก็ยังคงมีความอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของผมเหลืออยู่) 

  เป็นป้ายแสดงตำแหน่งของภูเขา(ว่าอยู่ตรงไหน จะได้ดูได้ถูก) ที่จุดชมวิวบนลานยอดเขา (แต่เสียดายที่มีเมฆมาบัง ไม่เห็นภูเขาฟูจิ)

อันนี้เป็นภาพในทาคาโอะซันวิซิสเตอร์เซ็นเตอร์ของกรุงโตเกียว ที่อยู่บนยอดนั้นเอง ภายในจะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยในข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลในการเดินทางต่อไปในเส้นทางต่อไปยังจินบะซัน-陣場山 ที่สามารถเดินต่อไปได้อีก(แต่อย่างที่ผมว่าไว้น่ะครับ จะเดินให้ครบเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาในการเดินต่อไปอีกประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าอยากไปให้รีบมาน่ะครับ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าที่เริ่มเปิดให้เดินขึ้นทาคาโอะซัน ก็น่าจะทัน) แล้วยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับรายละเีอียดพันธุ์พื-สัตว์ การรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจก็คือ รูปขวาบนนี้ล่ะครับ เป็นฝาเปิดให้ดูรายละเีอียดเกี่ยวกับสัตว์ที่พบได้มากที่สุดในเขาทาคาโอะ พอเปิดมาจะเจอกระจก...เสียดสีดี ส่วนล่างขวาเป็นการอธิบายเกี่ยวกับตำนานเทนกุ ซึ่งในเขาทาคาโอะนั้นมีความเชื่อกันว่ามีเทนกุสถิตย์อยู่มาแต่โบราณแล้ว เห็นได้จากในสิ่งก่อสร้างตามที่ต่างๆบนเขา จะมีรูปปั้นของเทนกุอยู่ั่ทั่วไป เค้าถือกันว่าเป็นเทพประจำเขา(เจ้าถิ่น)ด้วยละ่ครับ

   

อาหารกลางวันคนจนครับ (เตรียมมาเอง ขนมาของเหลือๆจากห้อง) เวลากินต้องนั่งมองชาวบ้านเค้ามีความสุข จู๋จี๋ เฮฮา นั่งกินข้าวกล่อง-弁当กัน(เห็นแล้วมัน....อิจฉา) ถ้าจะให้ดีเตรียมหรือซื้อข้าวกล่องติดมาด้วยจะดีกว่า เพราะว่าบนเขาขายแพงกว่าปกติ แถมมีแต่ชุดข้าวปั้น-おにぎり ไม่ก็พวกโซบะ-そば หรือ อุดง-うどん ที่ราคาแพงกว่าข้างล่างประมาณ 100-300 เยน(อ่ะน่ะครับ ตามความสูง แต่เวลาขน เค้าไม่ลำบากหรอกครับ เพราะว่ายอดเขานั้นรถสามารถขึ้นถึงได้ แต่ไม่เปิดให้รถทั่วไปขึ้นและมีทางที่ไม่ค่อยจะมาปนกับทางเดินขึ้น อันนี้เห็นกะตา) 

ภาพนี้เป็นภาพเส้นทางเดินที่ 6 (ความยาว3.3กิโลเมตร ใช้เวลาเดินลงประมาณ 70นาที)ที่ผมใช้เดินลงจากยอดเพื่อกลับน่ะครับ (ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับไปทางเดิม(เส้นทางที่ 1) แต่ด้วยความอยากได้ตราประทับของน้ำตกบิวะ ซึ่งอยุ่กลางทางของเส้นทางที่ 6 ก็เลยตกลงว่าจะกลับทางนี้ แต่ต้องมานั่งเศร้าทีหลัง(นิดๆ)ที่ไม่ได้กลับไปซื้อเทนกุยาคิ กับ เสี่ยงเซี่ยมซี อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกสุด(อายุมากแล้วลืมซะสนิทเลย) แถมทางในเส้นทางที่ 6 นี้ก็แสนจะทุรกันดาร(เมื่อที่เทียบกับขาขึ้นมา ดูได้จากภาพด้านหลัง เป็นทางเดินในเขาจริงๆ) ในตอนแรกจะเป็นทางเดินในเขาที่เลียบไปตามแหล่งน้ำซึมออกมาแล้วค่อยๆไหลมารวม กันเป็นสายน้ำๆเล็ก จนกลายเป็นน้ำตก(แต่ก็ไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ บวกกับเป็นฤดูที่น้ำไม่มากด้วย) ตามทางก็จะมีป้ายอธิบาย(ถึงประวัติความเป็นมาหรือความน่าสนใจหรือจุดสนใจใน จุดนั้นๆ พร้อมกับบอกว่าตอนนี้ถึงจุดไหนของเส้นทางเดินแล้ว ดีครับจะได้รู้ว่าตัวเองไม่หลงทาง รู้ตัวว่าอยู่ตรงไหน) และเก้าอื้นั่งพักเป็นช่วงๆ ให้พักกันตามจุดสำคัญๆต่างๆ (ผมเองก็พักแยะเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่เหนื่อยไม่ร้อนอะไร แต่อุตส่าห์มาแล้วก็ค่อยๆเดินสูดอากาศ ฟังเสียงนกร้อง(ที่ไม่ใช่อีกาบ้าง) ก็ดีไม่น้อยทีเดียว(ขนาดพักบ่อยแล้วกลับมายังปวดกล้ามเนื้อที่น่องเลย อาจเป็นเพราะเดินค่อนข้างต่อเนื่องกันนานไปหน่อย เนี่ยขนาดชินกับการเดินนานๆ+ใช้แรงแล้วน่ะครับ)   

 

ภาพนี้เป็นภาพน้ำตกบิวะ-ひわ滝 เกิดจากแหล่งน้ำซึมบนเขาไหลรวมกันลงมา เป็นที่ไว้สำหรับฝึกสมาธิน้ำตกด้วย(อย่างที่อาจจะเคยในการ์ตูนกันมาบ้าง ที่มีคนไปยืนในน้ำตก ให้น้ำตกตกผ่านตัวน่ะครับ) ถ้าอยากต้องสมัครแล้วเสียกะตังน่ะครับ เท่าไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้อย่างเดียวว่าหนาวแน่ครับ

 

ภาพอธิบายจุดขายหรือความน่าสนใจในจุดพักนั้นๆ ส่วนแผนที่ตั้งนั้นเป็นการบอกว่าตอนนี้ถึงที่ไหนของเส้นทางเดินแล้ว โดยแบ่งเป็นจุดๆ(จุดสีแดงคือที่ที่กำลังอยู่)

ภาพนี้เป็นของฝากที่ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาน่ะครับ ซ้ายมือเป็นทาคาโอะมันจู-高尾まんじゅう ซาลาเปาลูกเล็กไส้ถั่วแดง 2 สี ขาวกับน้ำตาล(ที่ใส่น้ำตาลทรายแดง) เจ้าที่ซื้อเป็นเจ้าที่คนต่อแถวซื้อมากที่สุดน่ะครับ (ไม่รู้อะไรก็ซื้อที่คนแห่กันซื้อแหละครับ) อร่อยหรือเปล่าไม่รู้เพราะว่าผมเอาไปฝากลูกค้าผู้มีพระคุณ(ที่เอื้อเฟื้อขนม ผลไม้ให้ทานเป็นประจำ) ไม่ได้กินเอง แต่เห็นเขียนคำโฆษณาไว้ว่าเวลาวัดมีงานจะใช้มันจูจากร้านนี่เสมอน่ะครับ(วัดยอมรับว่าอร่อยจริง ดีจริงว่างั้นเหอะ) ส่วนขนมด้านขวาเป็นทาคาโอะเซมเป้-高尾せんぺいครับ อันนี้ไว้กินเอง ถูกดี(210เยนเอง แต่ท่าทางจะค่อยอร่อย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดกินน่ะครับ)

สำหรับผมแล้วการไปเขาทาคาโอะนั้น เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีเอามากๆ จากที่เคยต้องสูดอากาศจากท่อไอเสียมอไซค์ตัวเอง มาสูดอากาศที่มีไมนัสอิออนจากป่าแทน(โดยเฉพาะขาลงเมื่อใช้เส้นทางหมายเลขที่ 6 ที่เลียบทางน้ำลงไปเรื่อยๆ) จากที่ได้ยินแต่เสียงอีกาที่ร้องแย่งคุ้ยขยะมาเป็นเสียงนกร้อง(พันธุ์อะไรก็ไม่รู้)ในธรรมชาติ และจากที่ต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อส่งสือพิมพ์ มาเป็นเดินขึ้น-ลงเขาแทน ต้องยอมรับครับว่ารู้สีกดี ผ่อนคลายกว่ากันแยะ แต่ก็ยังมีจุดที่น่าเสียดายอยู่บ้างเช่น ใบไม้เปลี่ยนสีไม่ค่อยเห็นนัก คนแยะไปหน่อย และไม่ได้ซื้อของอย่างที่ตั้งใจไว้(เทนกุยากิ เซี่ยมซี) แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เก็บไว้โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวกันใหม่ ส่วนผู้อ่านหากได้อ่านบลอคของผมแล้วมีโอกาสจะได้ไป ก็อย่าพลาดซ้ำรอยผมเลย (ขอให้สนุก ประทับใจละ่กันครับ) 

คราวนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณสำหรับการติดต่อ และโปรดติดตามตอนต่อไป.....新聞男


©2008 新聞男

edit @ 9 Nov 2008 07:31:27 by 新聞男 

2008/Oct/24

กลับมาอีกแล้วครับ สำหรับซี่รี่ย์ฤดูกาลที่แตกต่าง-Season Change (แต่ไมมีแต่ฤดูใบไม้ร่วง อยากเขึยนให้ครบทั้ง 4 ฤดูน่ะครับ แต่ผมไม่ได้ว่างทุกฤดู) มีมาประจำทุกปีเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมว่างมากที่สุด ช่วงหนึ่ง จากการที่โรงเรียนหยุด 1 อาทิตย์เพื่อจัดงานวัฒนธรรม-文化祭 (ถ้าผมตื่นทันในวันอาิทิตย์ว่าจะไปเก็บบรรยากาศมาเล่าสู่กันเหมือนกันน่ะครับ แต่ท่าทางจะไม่ตื่นแน่ๆ) อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในหัวข้อ 新聞男 : Season Change「秋 + เจริญหูเจริญตา Ueto Aya」  นั้น ฤดูใบไม้ร่วง-秋 นั้นเป็นฤดูที่ค่อนข้างจะดีมากๆสำหรับตัวผมน่ะครับ เนื่องจาก อากาศไม่ร้อน ฝนไม่ค่อยตก(นอนหลับสบาย) อาหารอร่อย+ถูก(เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่่ยว) แถมยังค่อนข้างว่างอีกด้วย

เพื่อให้เข้าบรรยากาศกับฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน วันนี้ขอเสนอเกี่ยวกับเรื่องหนังสือกันสักหน่อยน่ะครับ อย่างที่ทราบๆกัน (หรือว่าเคยได้ยินได้ฟังกันมา)ว่าคนญี่ปุ่นนั้นเป็นชาติที่รักการอ่านหนังสือมากที่สุดชาติหนึ่งของโลกทีเดียว ตัวผมเองนั้นได้ฟังมาตั้งแต่เด็กจากพ่อผมที่เคยเทียวญี่ปุ่น(แกไปมาเมื่อประมาณเกือบ 30ปีที่แล้ว)แล้วเวลาขึ้นรถไฟนั้นเห็นแต่คนญี่ปุ่นทั้งนั่ง ทั้งยืนอ่านหนังสือบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง การ์ตูนบ้าง พอลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งทันที แกยังว่าอีกว่าคนญี่ปุ่นนั้นว่างเป็นไม่ได้ต้องอ่านหนังสือหรือหาอะไรทำไม่ให้ว่างอยู่เสมอ นี่เป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอันดับแรกๆของผมเลยก็ว่าได้ และทำให้ผมมีภาพของคนญี่ปุ่นขยันอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาพร้อมกับข้อมูลที่ว่าง บะหมี่ญี่ปุ่น(ราเม็น)รสชาิดห่วยแตก ชามใหญ่เบ้อเร่อ มีแต่เส้นกับน้ำซุป เวลาจะหาเนื้อหมูต้องใส่ชุดประดาน้ำลงไปงมหาในชาม พ่อผมแกว่าไว้งั้นน่ะครับ (ฮา....) ไว้มีโอกาสจะเขียนเรื่องราเม็นน่ะครับ)

ถึงคราวที่ตัวเองได้มีโอกาสมาใช้ชีวิต(รันทด)อยู่ที่ญี่ปุ่นบ้าง ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างที่ว่าจริงๆเหมือนกันน่ะครับ แม้ว่าเดี่ยวนี้จะน้อยลงมากที่เดียว หนักไปทางฟัง iPod เล่น DS PSP(ผมส่วนใหญ่ก็เล่นเกมบนรถไฟน่ะครับ) อ่านเมล์พิมพ์เมล์ หรือดูทีวีบนมือถือ(ผ่านระบบวันเซก-1 Seg ที่เป็นบริการหนึ่งในการแผ่ภาพในระบบดิจิตอลแบบใหม่ของญี่ปุ่นน่ะครับ)สักมากว่าก็ตาม แต่โดยเฉลี่ยแล้วยังเป็นปริมาณที่มากอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุมากกว่า 30ขึ้นไปนั้น จะพบได้มากทีเดียว ส่วนไอ้ที่ลงจากรถไฟปุ๊ปก็ทิ้งน่ะครับ มักจะเป็นพวกหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารถูกๆ หรือหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์เล่มโตๆหนาๆอย่างโชเน็นจัมฟ์-少年ジャンプ โชเน็นซันเดย์-少年サンディ― โชเน็นแม็กกาซีน-少年マガシン(อ่านแล้วก็ขึ้เกียจถือไปมา)เท่านั้นน่ะครับ

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมากมายน่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโฮมเลส-Homeless พวกคนจรจัด ที่จะื้ซื้อตั๋วผ่านเข้ามาในสถานีรถไฟ เพื่อมาเก็บนิตยสาร หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ต่างๆ ไปขายให้กับร้านหนังสือมือสอง(ที่จะขายต่อให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่รีบร้อนอยากอ่านเ ร็วๆ และไม่ยี่หระกับของมือสองอย่างผมอ่าน) เท่าที่ผมทราบพวกแกจะซื้อตั๋วแล้วนั่งรถไฟลงมันทุกสถานีเืพื่อหา+เก็บแล้วนั่งวนกลับมาที่สถานีเดิม เพื่อออกโดยไม่เสียเงินเพิ่ม หรือเดินหาไปตามชั้นวางของด้านบน ที่นั่งในขบวนรถที่มักจะมีทิ้งหรือลืมไว้เสมอ (อย่าได้ดูถูกไปน่ะครับ รายได้ดีเป็นกอบเป็นกำมากน่ะครับ ยิ่งถ้าบวกกับการเก็บกระป๋องเบียร์ในวันทิ้งขยะรีไซเคิลอีกแล้วด้วย เดือนๆหนึ่งคนทำมีรายได้เป็นแสนก็มีน่ะครับ ผมยังอยากทำเลย แต่ใจ(หน้า)ไม่ด้านพอ...)

ส่วนพวกนวนิยาย หรือ หนังสือดีๆราคาแพง ที่อ่านจบแล้ว คนญี่ปุ่น(โดยเฉพาะคนในแถบโตเกียว รอบโตเกียว และเมืองใหญ่ต่างๆในภูมิภาคต่างๆนั้น)จะเอาไปขายให้กับร้านเชนจ์หนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นั้นก็คือ ร้าน Book Off ที่มีสาขามากมายกระจายไปเกือบทั่วญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่เพียงหนังสือประเภทต่างๆ(ทั้งนิยาย นวนิยาย หนังสือฮาวทู การ์ตูนผู้ชาย การ์ตูนผู้หญิง(รวมไปถึงการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ด้วย อิิอิอิ)นิตยสาร หนังสือเตรียมสอบต่าง หนังสือคอม สมุดภาพ หนังสือรวมภาพ พจนานุกรม และอื่นๆอีกร้อยแปด แยะจริงๆ)เท่านั้นน่ะครับ ยังมีขายซีดีเพลง ซีดีหนัง ดีวีดีหนัง ดีวีอะนิเม(เช่นกันครับ รวมไปถึงหนังสำหรับผู้ใหญ่ด้วย) เครื่องเกม แผ่นเกม ตลับเกม อุปกรณ์เกม ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่สำคัญในราคาย่อมเยาว์(แล้วแต่ความหาง่ายหายาก ความนิยม ราคาเดิม แต่ส่วนใหญ่หนังสือแล้วจะลดประมาณ 50% จากราคาตั้งน่ะครับ)และเลือกได้ โดยในระยะเวลา 4-5ปีที่ผ่านมานี่ บุ๊คออฟได้โตขึ้นมามากทีเดียว จากการที่ค่านิยมในการใช้ของของคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปหลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในยุค90 ประำกอบกับการที่ต้องเก็บไว้แล้วรกบ้านที่อยู่อาศัยที่ก็เล็กก็แคบอยู่แล้ว และที่สำคัญคือหน้าร้อนแอร์เย็นฉ่ำ หน้าหนาวฮีทเตอร์อุ่น ยืนอ่าน เืลือกหาได้อย่างไม่จำกัดเวลา(ไม่มีลุงมาถือไม้ปัดฝุ่นมาไล่อย่างในโดราเอมอน ยกเว้นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะกับเด็กจะมีพลาสติกห่อไว้ ไอ้เนี่ยล่ะครับที่อยากดูแต่ดูไม่ได้)ทำให้คนญีุ่่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนมายืนอ่านกันเต็มเลย

 สำหรับคนที่มีคนสนใจ(ซึ่งหนังสือของญี่ปุ่นนั้นจะออกแบบได้สวย ใช้กระดาษอย่างดี มีค่า ดูน่าเก็บสะสม) และถ้าหากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นและเที่ยวหรือพักอยู่ในโตเกียวแล้วล่ะก็ ผมแนะนำอย่างแ รงให้แวะไปที่บุ๊ึึคออฟสาขาโอโมริ-大森店 ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟเจอาร์โอโมริ(JR 大森) เพื่อเลือกหา หนังสือ หรือ เกม หรือ หนังดีๆสักเรื่องติดไม้ติดมือกลับไป หรือว่าจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝากด้วยก็ไม่เลวเหมือนกันนะ่ครับ(อย่างผม ถ้าเพื่อน(บ้ากาม)มันรู้ว่าจะมาญี่ปุ่น  มักจะชอบบอกให้ซื้อหนังผู้ใหญ่าฝากกันทั้งนั้น...ส่วนใหญ่น่ะครับ)  ที่แนะนำสาขานี้เพราะว่าเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว มีพื้นที่เป็นตึกออฟฟิค 3 ชั้นล่าง (ใหญ่เป็นที่ 2 จากจำนวนสาขาที่ผมรู้จักและเคยไป ใหญ่ที่สุดคือที่อิเซซากิมอลล์-伊勢崎モ-ル สถานีคันไนในโยโกฮาม่า-関内駅横浜 ใกล้ห้องผมที่สุดเลย ไปประจำ สาขานั้นเป็นเดิมเป็นร้านปาจิงโกะ ตึกทั้งตึกเลย 5 ชั้น) อยู่ใกล้กับสถานีมากๆ คือ ห่างออกไปเพียง 30 เมตร หาง่าย ไม่ลำบาก ส่วนตัวสถานีโอโมรินั้น ก็ไปได้แสนสะดวกจากใจกลางโตเกียว ก็ไปได้ด้วยสายยามาโนะเทะ-山手線(สีเขียว สายหลักที่วิ่งวนอยู่กลางโตเกียว) หรือ จะไปด้วยสายเคฮินโทโฮคุ-京浜東北線ก็ได้(สายสีน้ำเงิน ที่ผมใช้ทุกวันจากห้องไปโรงเรียน แต่ถัดจากป้ายโรงเรียนผม คามาตะ-蒲田 ไปป้ายหนึ่ง )

อันนี้เป็นภาพด้านนอกของบุ๊คออฟสาขาโอโมริ เดินออกมาจากตัวสถานีเจอาร์โอโมริแค่นาทีเดียวก็ถึงแล้ว

 

นี่เป็นป้ายยี่ห้อร้านน่ะครับ นอกจากนี้แล้วบุ๊คออฟยังมีบริการรับซื้อหนังสือ ซีดี ดีวีดีเก่าอีกด้วย แต่ซื้อในราคาแสนถูกมากเล่มละประมาณ 10 % ของราคาป้ายเท่านั้นเอง หรือถ้าหากเป็นหนังสือเก่า ก็เล่าละ 10 20 เยนเอง (ผมเคยเอาไปขายแล้ว ดูราคาแล้วซึ้งเลย) ซื้อมาถูกแล้วขายออกไปแพง จะไม่กำไรได้อย่างไงล่ะครับ หรือ ถ้าหากมีของที่จะขายมากๆแล้ว ก็มีบริการถึงขั้นมีรถไปรับของมาเลยทีเดียว

 

ภายในร้านก็จะแบ่งเป็นชั้นๆ เช่น ชั้นหนังสือการ์ตูน ชั้นนวนิยาย+นิตยสาร ชั้นซีดีเพลง+ดีวีดีหนังเป็นต้น ในแต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นโซนๆของประเภทหนังสือต่างๆ แยกย่อยลงไปอีก และในแต่ละโซนก็จะแบ่งตามหมวดของสำนักพิมพ์ ผู้แต่ง หรือ ราคา (แล้วแต่ความเหมาะสมน่ะครับ ไม่ตายตัวแต่ดูเป็นหลักในการหาเฉยๆ) อย่างเช่นถ้าอยากหาการ์ตูนเนกิมะคุณครูจอมเวทย์แล้ว ก็ให้ไปที่ชั้นการ์ตูน โซนหนังสือการ์ตูนผู้ชาย หมวดแม็กกาซีน(ชื่อนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ลงเนกิมะอยู่)ก็จะพบน่ะครับ แต่ทว่าจะมีชั้นที่ติดป้ายแดงๆที่เขียนว่า 105 円(税込)ก็ให้รู้ว่าเป็นของลดราคาน่ะครับ ถูกที่สุดแล้ว 105เยน(รวมภาษีผู้บริโภคแล้ว) แนะนำให้ไปดูที่ชั้นพวกนี้ก่อนน่ะครับ เพราะจะได้ของถูก แต่ก็ต้องทำใจหน่อยน่ะครับ เพราะว่าถูกเลยอาจจะมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก หรือไม่ก็มีไม่ครบชุดน่ะครับ(มักมีแต่เล่มแรกให้ซื้ออ่านถูกๆแล้วต่อซื้อแพงเพื่ออ่านต่อใ้ห้จบ)

ภาพนี้แทบไม่ต้องบรรยายน่ะครับ เป็นมุมโลกในฝันของใครบางคน(แต่ต้องอายุต้องเกิน18น่ะครับ ไม่งั้นซื้อไม่ได้ อย่างในรูปจะมีป้ายเตือนไว้)น่ะครับ หรือว่าหากใครได้รับมอบภารกิจในการซื้อแล้วก็มาหากันได้ในมุมนี้ครับ มักจะซ่อนอยู่หลังๆร้าน ห่างๆไปจากมุมการ์ตูน(ที่เด็กมายืนอ่านกันเยอะ) ส่วนราคาก็ประมาณ 1000-2000เยนน่ะครับ ถูกกว่าซื้อมือหนึ่งครึ่งหนึ่ง แต่มักจะเป็นหนังเก่าๆ (แต่อาจจะดีสำหรับคนที่จะหามาดูระลึกความหลังในสมัยหนุ่มๆก็ได้)

คนญี่ปุ่นที่มาใช้ซื้อหรือหาของในบุ๊คออฟนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ต้องการอ่านแล้ว ยังมีำพวกที่ซื้อมาเพื่อสะสม หรือ ซื้อมาเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายประมูลในเน็ต) เพราะว่าเจ้าของเดิมที่ขายออกก็ไม่รู้ค่าของที่ตัวเองมี บุ๊คออฟที่รับซื้อมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตั้งราคาถูกๆไว้(แม้นว่าหลังๆจะรู้เรื่องขึ้นมามากแล้ว)ก็จะมีคนพวกนี้ล่ะครับ ตะลอนไปตามสาขาต่างๆ เพื่อหาของหายากในราคาถูกๆ ส่วนไอ้ผมก็จัดว่าเป็นพวกหาซื้อเพื่อสะสม และเป็นแฟน+ลูกค้าตัวยงของบุ๊คออฟเหมือนกัน โดยเฉลี่ยอาทิตย์หนึ่งผมจะไปบุ๊คออฟในสาขาที่อยู่ตามสายรถไฟที่ผมมีตั๋วเดือนอยู่(เพราะขึ้น-ลงได้ตลอดไม่เสียเงิน) ประมาณ 2-3 ร้าน เพื่อหาซื้อหนังสือเฉลยเกมต่างๆที่ผมสะสมอยู่ มาดูตัวอย่างคอลเลกชั่นส่วนตัวที่ได้จากบุ๊คออฟในเวลา 3 ปีกว่าๆที่ผ่านมาดีกว่า 

)

ภาพบนนี้เป็นหนังสือเฉลยเกมอย่างเป็นทางการ-公式ガイトブック(ที่บอกว่าเป็นทางการเพราะว่าบริษัทสร้างเกมเป็นคนทำและตีพิมพ์เอง นอกจากนี้ยังมีของบริษัทหรือสำนักพิมพ์อื่นก็มี)ของเกมภาษาสุดฮิตสุดโปรดของผม ดราก้อนเควส-ドラゴンクエストภาค 1 - 4 ของเครื่องแฟมิคอม จะเห็นว่ามีลูกเล่นแฝงอยู่คือ เมื่อเอามาต่อกันจะเป็นรูปดาบ โดยถ้าเอาของภาค 1 2 3 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบโรโต-ロトの剣 ดาบในตำนานในเกมของภาค1-3 ส่วนถ้าเอาเฉลยเล่ม 1และเล่ม 2 ของภาค 4 มาต่อกันจะได้เป็นรูปดาบแห่งนภา-天空の剣 (ตัวผมมีความหลังกับหนังสือเฉลยเกมอยู่มากน่ะครับ เริ่มตั้งแต่ชอบเกมภาษามาเป็นทุนเดิม พอเริ่มมาเรียนพิเศษที่สยามและมีโอกาสได้ไปที่้ร้านหนังสือญี่ปุ่นที่อัมรินทร์พลาซ่า จำชื่อร้านไม่ค่อยได้แหละ โตเกียวอะไรเนี่ยแหละ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีอยู่อีกป่ะ ครั้งแรกที่ผมได้เห็นนั้น ผมอยากได้มากๆเลย แต่เพราะความยากไร้ในวัยเด็ก จึงทำให้ไม่สามารถซื้อได้ ได้แต่ไปยืนดูตาปริบๆ อยู่ทุกๆอาทิตย์ที่ร้าน...โอ้วอดีตอันแสนรันทด)

 

ส่วนภาพเหล่านี้เป็นภาพหนังสือเฉลยเกมของเกมภาษายอดนิยมอีกซี่รีย์หนึ่งคือ ไฟนอลแฟนตาซี ผมมีครบตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุดเลย

อันนี้เป็นตลับเกม แผ่นเกมในซี่รี่ย์ดราก้อนเควสและไฟนอลแฟนตาซีที่ผมซื้อมาสะสมไว้ โดยมากจะซื้อมาจากบุ๊คในราคาไม่เกิน 500เยนทั้งนั้นน่ะครับ

อันนี้เป็นหนังสือรวมภาพวาดจากเรื่อง G-taste ของคนวาด Dear Boys(ยางามิ ฮิโรคิ-八神ひろき)แต่เรื่องนี้ติดเรตอย่างแรงน่ะครับ(ผมชอบมาก วาดตัวละครหญิงได้งาม + เซ็กซี่มั่กๆ)

หนังสือด้านบนนี้เป็น Best Seller ในปีที่ผ่านๆมาของวงการหนังสือญี่ปุ่นน่ะครับ ขายได้เป็นล้านๆเ่ล่มเลยเช่น 電車男-ไอ้หนุ่มรถไฟ, BATTLE ROYALE-เกมเพื่อนฆ่าเพื่อนอันแสนโด่งดัง,  東京タワ--ชีวิตไอ้หนุ่มในโตเกียว กับความสัมพันธ์แม่-ลูกอันแสนซึ้ง(ถูกสร้างเป็นทั้งละคร ทั้งหนัง), และสุดท้าย Best Seller ล่าสุดในปี 2007 ที่ผ่านมา 女性の品格 เแต่พอผ่านไปก็จะถูกขายเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ราคาแสนถูก (ทุกเล่มผมซื้อมา105เยนเท่านั้น) และทำให้คนยากไร้อย่างผมมีโอกาสได้อ่านงานเขียนดีๆในราคาถูก

 

นอกจากนี้แล้วผมยังมีหนังสือเฉลยเกมอีกเกือบ 200 เล่ม(เห็นจะได้) ดูรูปแล้วจะรู้ว่าผมไม่มีที่จะเก็บแล้ว เต็มตู้หนังสือแล้ว....เวลาย้ายห้องกับขนของกลับบ้าน รับรองลำบากกับเสียเงินค่าขนแพงกว่าค่าหนังสือเป็น 5-6 เท่าแน่นอนเลย....ซึ้ง ORZ

สุดท้ายกับภาพหนังสือด้านบนที่ไม่ได้ซื้อมาจากบุ๊คออฟน่ะครับ แต่เป็นหนังสือที่น่าสนใจที่ผมมีอยู่ได้มาไว้หลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีความสามารถในการอ่านญี่ปุ่นเท่าไหร่จึงยังดองไว้ จนติดตัวมาญี่ปุ่นอีก จนเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่านจนจบสักที ครับ ดูชื่อหนังสือภาษาอังกฤษก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมล่ะครับ 完全自殺マニュアル, The Complete Manual Of SUICIDE หรือแปลเป็นไทยว่าหนังสือคู่มือฆ่าตัวตายฉบับสมบูรณ์ ที่เขียนวิธีทำ ผลทำ แจกแจง-บรรยาย ประกอบกับ Case Study ไว้อย่างละเอียด  ตอนเริ่มตีพิมพ์ออกขายนั้นขายดีในระดับ Best Sellerทีเดียว รวมทั้งนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในสังคมญีุ่่ปุ่นในขณะนั้นเป็นอย่างมากทีเดียว จนถึงขั้นสั่งห้ามขายเลยทีเดียว เพราะว่ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตามกันแยะ เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกนั่นเอง (ผมจำได้ว่าอ่านข่าวไทยรัฐเจอ แล้วอยากอ่านมากเลยให้เพื่อนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นหาให้ ตอนที่ให้เพื่อนช่วยหาซื้อให้นั้น หาซื้อได้ยากมาก ครั้นพอถาให้พนักงานร้านช่วยหา พนักงานยังทำท่าตกใจมากเมื่อรู้ว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้)

บอกตรงๆผมอ่านจบแล้วก็เหมือนอ่านหนังสือทางการแพทย์เล่มหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับยา อาการป่วยแบบต่างๆ รายละเอียดของอวัยวะ-ร่างกายอย่างมากมาย น่าสนใจทีเดียว แต่ว่ารายละเอียดค่อนข้างเก่าแล้วเพราะเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี1991 ค่อนข้างล้าสมัยไปแล้ว นอกจากนี้ยังเขียนถึงผลข้างเคียงอื่นๆที่เกิดจากการทำต่อสังคม ครอบครัว ผลจากการทำไม่สำเร็จด้วย ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเลยนักสำหรับการหลีกหนีปัญหาในรูปแบบนี้......ชีวิตมีคุณค่า ใช้มันให้คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ก็เพื่อคนที่รัก หรือสังคมครับ

 

 

 

P.S. แล้วถ้าใครต้องการซื้อหนังสือใหม่มือหนึ่งน่ะครับ แนะนำให้ไปที่คิโนะคุนิยะ-紀伊国屋 สาขาชินจูกุ-新宿店ใหญ่มั่กๆ อะไรก็มี สั่งจองก็ได้ เดินจากสถานีเจอาร์ชินจูกุไม่ไกลนัก แต่ราคามือหนึ่งน่ะครับ 

©2008 新聞男

edit @ 5 Nov 2008 15:37:35 by 新聞男

2008/Oct/11

หวัดดีครับ กลับมาอีกแล้วกับรายละเอียดงานโตเกียวเกมโชว์ 2008 (ไปมันทุกปีเพราะว่าผมไปฟรี โรงเรียนให้ตั๋วนักเรียน ส่วนรายละเ้อียดในปีก่อนๆดูได้ที่ 新聞男 : Tokyo Game Show 2006) กับปีนี้ที่วงการเกมมีการเคลื่อนไหวอย่างมาก และพลิกไปพลิกมา เริ่มตั้งแต่นินเทนโดเสียแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ของเครื่องกมและเกมให้พีเอสพีของโซนี่ การประกาศลดราคา+เพิ่มเกมแม่เหล็กของXBOX360 ค่ายไมโครซอฟต์ การวางจำหน่ายPS3 โมเดลใหม่ที่ราคาเท่าเดิม แต่สเปกดีขึ้น(เท่ากับถูกลงนั้นเอง)และพีเอสพีโมเดลใหม่(โมเดล 3000 ไมเนอร์เชนจ์ จอสว่างแม้ในที่แจ้ง ภาพคมชัด เพิ่มไมโครโฟนในตัวเครื่องเป็นต้น)และการตอบโต้สวนกลับอย่างทันควันของนินเทนโดด้วยการประกาศวางจำหน่ายดีเอสไอ-DSi (ไมเนอร์เชนจ์เช่นเดียวกัน จอใหญ่ขึ้นนิด เพิ่มกล้อง ช่องเอสดีการ์ด แต่ตัดช่องตลับเกมบอยแอดแวนซ์ไป เป็นต้น) ทำให้ปีนี้เป็นปีที่คึกคักได้รับการจับตามองมากทีเดียว เช่นเดียวกันกับปีอื่นๆที่ไม่มีการออกบูธของนินเทนโดอีก แต่นินเทนโดได้ชิงจัดงานส่วนตัวของตัวเองไปก่อนหน้าแล้วต้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว(พร้อมเปิดตัวดีเอสไอนั้นแหละครับ)

วันอันแสนทรหดและยาวนานของผมก็ได้เริ่มขึ้นจากการตื่นแต่เช้าไปทำงาน(ส่งสือพิมพ์) กลับมานอนได้อีกประมาณ20 นาที ก็ต้องรีบแจ้นไปขึ้นรถไฟแล้วน่ะครับ ได้ตั๋วฟรีก็จริง แต่มีเช็คชื่อที่งานน่ะครับ ไม่ไปก็ไม่ได้ (บังคับไปนั้นเอง) ตอนจะออกไปฝนก็เริ่มตกปรอยๆแล้ว เอาแล้ววันนี้ได้แบกร่มเดินงานเกมโชว์แล้ว (เกะกะแน่ๆ แต่ไม่เอาไปก็เปียกแน่ๆ) ออกจากห้องแปดโมงนิดๆ นั่งรถไฟต่ออีก 3 ต่อ ด้วยเวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมง ในที่สุดผมก็ถึงซะที มาคุฮาริ เมซเซ่ สถานที่จัดงานประจำ(ปีๆหนึ่งมาสัก 2-3 ครั้ง ไกลได้ใจมาก จากโยโกฮาม่าน่ะครับ) มาถึงก็พบกับฝูงชนมหาศาลจริงๆ ด้วยความที่ฝนตกด้วยกระมัง ทำให้คนมารวมๆกันอยู่ในทางเดินที่มีหลังคา ทำให้ดูหนาแน่นเป็นพิเศษ และเคลื่อนตัวไปได้อย่างช้าๆ วันนี้(11 ตุลา) เป็นวันที่เปิดแสดงให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมเป็นวันแรกด้วย (ก่อนหน้านี้เป็นบิสซิเนสเดย์ ซึ่งปีที่แล้วนั่นผมไปในช่วงบิสซิเนสเดย์ คนก็เลยน้อยกว่าหน่อย แต่ก็ยังแยะอยู่ดีเท่าที่จำได้ แต่ปีนี้ตั๋วนักเรียนดันต้องมาใช้ในวันสำหรับบุคคลทั่วไป ก็ต้องทำใจ) เข้าใกล้ฮอลมากขึ้นเท่าไหร่คนก็ยิ่งเยอะ แถวก็ยิ่งเดินช้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดลง จริงๆแล้วสำหรับตั๋วนักเรียนนั่น มีทางเข้าพิเศษที่ไม่ต้องรอต่อแถวกับชาวบ้านอยู่ แต่ไอ้ผมดันต่อผิด เสียเวลาไป 20 นาที เพื่อต่อแถว (แถวยาวมั่กๆ เป็นกิโลได้น่ะครับ เจ้าหน้าที่ต้องมาตัดแถวเป็นช่วง กักเป็นคอกๆตามลำดับให้เข้าไปในงาน) ดูได้จากรูปแรกซ้ายมือ แต่ก่อนเข้าก็จะมีการเช็คกระเป๋ากันอีก เพื่อป้องกันการก่อการร้าย(มั่ง) มีรปภ. ตรวจกระเป๋าทุกซอกทุกมุม ผมติดชาอูลงเข้าไป 2 ขวด ยังถูกถามเลยว่าอะไร (เห็นก็เห็นอยู่ ตัวหนังสือก็อ่่านออก เวง... แต่เพื่อความปลอดภัย ก็เข้าใจน่ะครับ) ปีนี้ก็เช่นกันเห็นทั้งนักข่าวฝรั่ง คนจีน คนอินเดียตรึม อย่างว่าน่ะครับ งานเกมที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้

 

รูปล่าง เป็นหุ่นยางอัดลมโฆษณาของนอร์ตันเอนตี้ไวรัส(คอนเซ็ปคือฮีโร่ของคนเล่นเกมออนไลน์) ใหญ่ได้ใจมาก

มาดูกันที่บูธแต่ละบริษัทกันเลยครับ (ขออธิบายตามรูปน่ะครับ )

  


ภาพด้านบนนี้เป็นบูธอันมีชื่อเสียงที่สุด และขึ้นชื่อที่สุดว่าต่อแถวยาวมากๆทุกปีของงานเกมโชว์ คือห้องฉายภาพยนตร์ตัวอย่างของเกมชื่อดังเช่นไฟนอลแฟนตาซี XIII คิงดอมฮาร์ท ดราก้อนเควส IX สตาร์โอเชี่ยน 4 เป็นต้นของสแควร์อินิกซ์ ปีนี้ผมก็ว่าตั้งใจจะรีบมาแล้วมารับบัตรคิวเพื่อเข้าดู แต่พอมาถึงไม่เฉพาะบัตรคิวที่หมดไป 2 รอบแล้ว(รอบต่อไป แจกบัตรบ่ายดูเย็น ไม่ไหวแล้วต้องกลับไปส่งรอบบ่าย)เท่านั้น แถวเข้าดูรอบแรกยังยาวเป็นหางงูอย่างทีเห็นในภาพน่ะครับ  ส่วนภาพด้านล่างเป็นที่ส่งสื่อสารข้อมูลเพิ่มเติมของเกมดราก้อนเควสไฟว์ เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมของของดีประจำท้องถิ่นพิเศษใจนเกมจากสแควร์อินิกซ์ โดยผ่านระบบไวไฟของดีเอสน่ะครับ โดยมีการส่งของดีประจำถิ่นเพิ่มเข้ามา 3 ชิ้น (มีประมาณนี้ทุกปีน่ะครับ ปีที่แล้วเป็นดราก้อนเควสโฟร์ แล้วไอ้ผมก็ไม่ได้เอาดีเอสติดตัวไปทุกปีเหมือนกัน อดประจำ คนไปยืนออกันตรึม) นอกจากนี้แล้วเกมของสแควร์อินิกซ์นั้น ยังมีทดลองให้เล่นในบูธของXBOX360และ Sony อีกด้วย เช่น Star Ocen4, Last Remnant, Dissidia-Final Fantasy เป็นต้น (ส่วนบูธตัวองมีแต่หนังตัวอย่าง กับเกมดีเอสที่นินเทนโดไม่มาออกงานด้วยให้เล่น เช่น Chorono Trigger Kingdom Hearts เป็นต้น) แต่ที่ทำให้ผมเกือบจะร้องไห้คือการฉาย PV ล่าสุดของ Dragon Quest IX พร้อมกำหนดการวางจำหน่าย(ถ้าไม่เลื่อนอีก เป็นรอบที่ล้านน่ะครับ) คือ ในเดือน3 ปีหน้า (อดใจรอไม่ไหว) รวมไปถึงการวางจำหน่ายของ Final Fantasy VII Advent Children - Complete -(บลูเรย์ดิสก์หนังน่ะครับ) ที่จะแถมแผ่นเดโมที่เล่นได้ของ Final Fantasy XIII (ต้องหาPS3 เตรียมไว้แล้ว) ในเดือน 3 ปีหน้า

ส่วนรูปบนเป็นบูธของค่ายไทโตะ(ค่ายเกมเก่าแก่ แต่ถูกสแควร์อินิกซ์ซื้อไปซะแล้ว)ซึ่งมีเกมอันเป็นที่นิยมของเด็กๆแม่ๆอย่างคุ๊กกิ้งมาม่า(เกมจำลองการทำอาหาร ตัด หั่น ผัด ใช้กระทะ หม้อต่างๆในการปรุงอาหาร)  ภาพด้านบนเป็นเกมใหม่ในซี่รี่ย์เดียวกันที่ชื่อ การ์เด็นนิ่งมาม่าของเครื่องดีเอสเป็นเกมจำลองการทำสวน ปลูกดอกไม้ พืช ผักต่างๆ ดูตัวอย่างแล้วก็น่ารักดีใช้ได้ทีเดียว หลายๆคนที่เป็นแฟนซี่รี่ย์นี้คงรอกันอยู่



ภาพบนเป็นรูปจากบูธค่ายไอเรม-IREM เป็นเครื่องที่จำลองการเกิดแผ่นดินไหวน่ะครับ โดยปรับระดับการไหวได้ มีให้ต่อแถวเพื่อทดลองประสบการณ์แผ่นดินไหวในระดับต่างๆ ให้ขึ้นไปนั่งทีละ 4 คนแล้วเดินเครื่อง เครืื่องจะสั่น เขย่าจำลองการสั่นที่เกิดจากแผ่นดินไหว ทั้งนี้เป็นการโฆษณาเกมของทางค่ายนี้นั้นเองล่ะครับ เกมนั่นก็คือ 絶対絶命都市3 เกมดีอีกเกมที่คนบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกันสักเท่าไหร่น่ะครับ เป็นเกมแอ๊คชั่น แอดแวนเจอร์ที่ให้เอาตัวรอดจากสถานการ์ณภัยธรรมชาติต่างๆ บวกความเป็นดราม่าในเนื้อเรื่อง รายละเีอียดต่างๆ ค่อนข้างจะสมจริง และตื่นเต้นมาก เป็นอีกเกมหนึ่งที่ผมเฝ้ารออยู่ ยิ่งได้รู้ว่าภาคใหม่ที่จะออกวางจำหน่ายนี้ ลงในพีเอสพีแล้วยิ่งดีใจใหญ่เข้าไปอีก (ถ้าสนใจลองหามาเล่นกันดูน่ะครับ ภาคภาษาอังกฤษชื่อ RAW DANGER เป็นภาค2ของภาคภาษาญี่ปุ่นของเครื่องเพลย์2)

   
ภาพรูปดีไซน์ตัวละครในเกมแดร็กคิวล่าภาคใหม่ของค่ายโคนามิในเครื่อง Wii ที่ได้คนวาด Death Note มาออกแบบและวาด (งามแท้)
 
 
 ภาพจากโคนามิ อีกเช่นกัน ภาคใหม่ของเกมภาษาซี่รี่ย์ดัง เก็นโซวซุยโกเด็น ของดีเอส ตัวละครดีไซน์มาได้โดนใจสาวๆ 801 อีกแล้วครับท่าน 
 
 
ส่วนนี้แทบไม่ต้องบรรยาย กับเกมที่ขายทั่วโลกได้ดีที่สุดของโคนามิเค้า กับภาคใหม่(ที่ออกทุกครึ่งปี) บนเครื่องเกมทุกเครื่องด้วย(แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปบ้าง) Winning Eleven 2009 ที่ได้เมซซี่มาเป็นพรีเซนต์เตอร์ให้ และเพิ่มโหมดยูฟ่าแชมเปี้ยนลีคให้เล่นกัน
 
อันนี้เป็นเกมฟอร์มใหญ่ของดีเอสที่ชื่อว่า นิโนะคุนิ-二ノ国จากค่ายน้องใหม่ก็ไม่ใหม่ล่ะครับ ก่อตั้งมา 10ปีแล้ว แต่เพิ่งมีชื่อเสียงมาตอนหลังๆนี้เอง จากการเป็นบริษัทผู้สร้าง Dragon Quest VIII และ IX(แต่สแควร์อินิกซ์เป็นเจ้าของและจัดจำหน่าย), Professor Layton อย่าง LEVEL 5 โดยร่วมมือกับ STUDIO GHIBLI(ผู้สร้างอนิเมชั่นที่ได้รับการยอมรับที่สุดในญี่ปุ่น และเคยได้รับรางวัลออสการ์มาแล้วด้วยจากเรื่อง千と千尋の神隠-Spirited Away)มาเป็นผู้สร้างอนิเมชั่นประกอบในเกม เรื่องราวการผจญภัยแฟนตาซีระหว่าง 2 โลกในแนวถนัดของ GHIBLI เลยล่ะครับ 
อันนี้เป็นรูปของตัวอย่างแพ็กเกจที่จะวางจำหน่ายที่นอกจากจะมีตลับเกมแล้ว ยังมีชุดหนังสือที่เรียบเรียงการใช้เวทมนต์ในเกมไว้ด้วย คือถ้าจะเล่นล่ะก็ต้องดูหนังสือนี้ประกอบน่ะครับ เวลาจะร่ายเวทมนต์ก็ต้องเขียนอักขระเวทมนต์ตามหนังสือ ซึ่งจะมีลำดับในการเขียน รายละเอียดการใช้อยู่ในหนังสือแล้ว เช่นตัวอย่างในรูปล่างซ้ายเป็นเวทมนต์เทเลพอร์ต ที่ใช้วาร์ปไปยังสถานที่ที่เคยไปมาแล้ว ส่วนรูปล่างขวาเป็นเวทมนต์เกท เปิดประตูมิติระหว่างโลกต่างมิติกัน (โดยเส้นสีดำเป็นเส้นที่ต้องลากเป็นเส้นแรก ตามมาด้วยสีแดง)
 
ภาพนี้จากบูธเซก้า เกมแนวใหม่ในคอนเซปต์ที่ว่า "สัมผัสกับความรู้สึกแปลกใหม่กับเกมแรกของโลกที่ไม่ต้องถือจอยคอนโทรลเลอร์ก็เล่นได้" Let's TAP ที่เพียงแค่เคาะกล่องกระดาษที่วางวีรีโมทไว้ก็เล่นได้ โดยการเคาะนั้นจะไปทำให้ตัวละครในเกมออกวิ่งตามเส้นทางหรือกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ทางขาด สามารถเล่นแข่งกันเองได้
 
ด้านบนเป็นเกมอีกเกมที่น่าเล่นทีเดียวบนดีเอส Phantasy Star0 เป็นเกมภาษาที่เล่นพร้อมกันได้ทั้ง 4 คน ตามแนวดั้งเดิมของซี่รีย์นี้ แต่เพิ่มจุดขายที่สามารถเขียนข้อความได้อย่างเป็นอิสระด้วยลายมือ วาดรูป สัญลักษณ์ใดก็ได้ เพื่อการสื่อสารกับเพื่อนร่วมกลุ่มที่เล่นด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจากเกมในดีเอสที่เคยมีมาที่ใช้การพิมพ์จากตัวอักษรที่กำหนดไว้ให้เท่านั้น (ผมว่ามันแข็งๆ แสดงอารมณ์ไม่ได้อย่างเต็มที่)
 
ด้านซ้ายล่างนี้เป็นป้ายที่บอกของขวัญที่จะมอบให้คนที่มาต่อแถวทดลองเล่นเกม ซึ่งจะแตกต่างไปตามเกม นี่เป็นเหตุผลสำคัญล่ะครับที่ทำใ้ห้คนต่อแถวกันกันเป็นชั่วโมง(ไม่ใช่เพราะอยากลองเล่นก่อนอย่างเดียว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบูธการทดลองเล่นเกมมอนสเตอร์ฮันเตอร์ 3 ที่แจกกระเป๋าผ้า ที่เค้าว่ากันว่ามีการต่อแถวยาวที่สุดในงาน ที่ผมเห็นอยู่ที่140 นาที ก่อนจะหยุดไปเพราะว่าไม่มีที่ให้ต่อแถวแล้ว ด้านขวาล่างเป็นป้ายประกาศของรางวัลจากการสะสมตราประทับในบูธของ NTT DOCOMO ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ยิ่งลองเล่นเกมบนมือถือในบูธมากเท่าไหร่ก็จะได้รับตราประทับมากเท่านั้น แล้วเอาำไปแลกของขวัญพิเศษนั้นเองล่ะครับ (หลังๆมานี้ตลาดเกมบนมือถือ ขยายตัวมากทีเดียว เนื่องจากความสามารถของตัวโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังขายได้ทั้งโทรศัพท์ ค่าบริการ ค่าใช้ข้อมูล มีแต่ได้กับได้น่ะครับ บริษัทมือถือ ยิ่งเมื่อiPhone 3G มาขายในญี่ปุ่น ตอนนี้เกมที่ใช้เล่นบน iPhone ก็ทยอยออกกันมาแล้วน่ะครับ แต่ติดที่ตัวเครื่องมันขาดตลาด ไม่ค่อยมีคนซื้อมาใช้ได้เท่าไหร่)
 
 
 
จากเกมตู้อันโด่งดัง มาลงในเกมมือถือ และเครื่องต่าๆก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม Taiko Tatsujin-太鼓達人 กับภาคแรกในเครื่องวีของบันไดนัมโกเกม ที่จะออกขายพร้อมกับอุปกรณ์เสริมต่อกับวีรีโมทคอนโทรลที่เป็นกลอง ให้ความรู้สึกในการเล่นเหมือนเล่นเกมตู้
 
 
ค่ายแึึคปคอมก็ขนเกมในแนวถนัดคือเกมไฟต์ติ้งมาโชว์และลองให้เล่นกัน เริ่มตั้งแต่ Street Fighter IV ที่จะออกในเครื่อง PS3 XBOX360 อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ภายในบูธที่ให้ทดลองเล่นก็จัดให้มีบรรยากาศแบบฉากจีนของชุนลี ที่มีรถเข็นขายเป็ดย่าง และบ้านแบบจีนๆ ส่วนรูปขวาคือเกมไฟต์ติ้งอีกเกมที่มาเอาตัวละครจากไลท์โนแวล-นวนิยายสำหรับวัยรุ่นที่แสนจะดังอย่าง FATE ในชื่อ FATE UNLIMITED CODES ในเครื่อง PS2
 
 

อันนี้เป็นรูปการโชว์สินค้าของผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเครื่องดีเอส พีเอสพีต่างๆ ซ้ายมือเป็นซองใส่ดีเอสลายผ้าญี่ปุ่น (ดูหรู สวยดี) ส่วนขวาเป็นกรอบพีเอสพีลายญี่ปุ่นอีกเช่นกัน เสียดายที่ไม่มีขายในงาน โชว์เฉยๆ แต่ได้รับความสนใจจากคนต่างชาติมากๆ จากที่สังเกตุ

 

 

 

 

นอกจากบูธจัดแสดงเกมของค่ายเกมต่างๆแล้ว ยังมีบูธที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของเกม-เครื่องเกม(ไล่มาแต่ 1983 ที่แฟมิคอมออกขาย)ความรู้ทางด้านฮาร์ดแวร์ การทำงานของเครื่อง ส่วนประกอบเครื่องเกม(มีเครื่องเกมต่างๆ ตั้งแต่อดีต แฟมิคอม ไล่มาเรื่อยๆจนถึง ปัจจุบัน อย่าง XBOX360 Wii และ PS3) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Wii ที่มีการบังคับแบบที่แตกต่างจากเครื่องเกมอื่นๆ มีการแสดงรายละเอียดที่มากทีเดียวเช่น ระบบการจับการเคลื่อนไหวของ Wii การทำงานของเซนเซอร์จับความเร่ง การทำงานของเซนเซอร์บาร์(ที่วางไว้บนทีวี เล่นคู่กับ Wii)เป็นต้น

โซนของบูธขายของที่ระลึก ของจากเกม หรือ คาแรกเตอร์ต่างๆด้วยน่ะครับ ก็มีค่ายดังๆมาออกร้านกันให้พรึ่บ ปีนี้ค่อนข้างจะมากเป็นพิเศษเลยทีเดียว ทั้งเจ้าประจำอย่างสแควร์อินิกซ์ที่จะซื้อทีต้องต่อแถวรอเป็นชั่วโมง แต่ที่มาแรงจริงในปีนี้คือค่ายแคปคอมที่ได้ความดังจากมอนสเตอร์ฮันเตอร์มา ทำให้แถวยาวกว่าของสแควร์อินิกซ์เสียอีก ของก็หลากหลายน่ะครับ ไล่ตั้งแต่การ์ด ฟิกเกอร์ เสื้อเชิร์ต ผ้าขนหนู ซีดีซาวด์แทร็กซ์ ตุ๊กตา แก้วน้ำ โอ๊ยร้อยแปดครับ สาธยายไม่หมด(เข้าใจออกมา ให้เสียเงิน ราคาก็ไม่ใช้ถูกน่ะครับ ดูได้จากรูปด้านล่าง)  


 

   

ส่วนร้านนี้ขายไอเดียครับ ร้านที่ขายที่ทำเลียนแบบร้านขายไอเท็มในเกมภาษายุคแรกๆ ซ้ายมือเป็นเข็มกลัดเพิ่มสเตตัสต่างๆ (ประมาณว่าซื้อไปติดแล้วจะช่วยเพิ่มพลังให้ ฮาดี นอกจากนี้แล้วยังมีแหวนเงินเพิ่มสเตตัสด้วย แต่โคตรแพง)
ส่วนขวามือเป็นที่คาดผมนางฟ้า เป็นปีกนางฟ้า น่ารักดี ที่สำคัุญไม่แพงมากด้วย
 

อันนี้เป็นทางเข้าซุ่มคิดส์คอร์เนอร์น่ะครับ (ที่ผมไม่กล้าเข้า เพราะหน้าตาโฉดไป เดี๋ยวพนักงานหน้าทางเข้าเรียกรปภ มาจับ ถึงกล้าเค้าคงไม่ให้เข้าอยู่ดี ไม่มีเด็ก....มาด้วย) ไว้สำหรับพ่อแม่ที่เอาเด็กมาด้วย(เป็นที่ทิ้ง เอ๊ยฝากเด็กไว้ ให้เล่นเกมตู้สำหรับเด็ก ไม่รู้เคยเห็นกันหรือเปล่าที่เป็นใส่การ์ดเข้าไปแล้ว สู้กันแบบเปายิ้งฉุบ มีทั้งนารุโตะ ดราก้อนเควส มุชิคิง ส่วนของเด็กผู้หญิงจะเป็นใส่การ์ด เลือกเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว (เข้าใจหลอกเด็ก)

 ส่วนภาพด้านหลังต่อไปเป็นภาพบางส่วนของเหล่าพี่สาว แคมเปญเกิร์ลน่ารัำกๆ ที่เป็นสีสันอีกอย่างของงานน่ะครับ บางคนก็อุตส่าห์ตั้งใจมาถ่ายรูปพี่สาวเหล่านี้โดยเฉพาะเลยก็มี สังเกตุได้จากกล้องซูมใหญ่ๆ ท่าทางแพงๆ หน้าตาบอกว่าไม่เ่ล่นเกม 

พี่สาวหูแมว ชุดนักเรียนโรงเรียนเวทมนต์ น่ารัก เหมียว...

 
ชุดนักเรียนแบบเดียวกับตัวละครในเกมเลย (แต่ผมก็ยังชอบที่เป็น 2มิติมากกว่า 3มิติ)
 
 
ส่วนรูปนี้เป็นชุดหุ่นตัวละครจากการ์ตูนเรื่องดังรีบอร์น ที่ถูกทำเป็นเกมด้วย ที่เอามาให้ดูเพราะว่าตัวเล็กมากๆครับ สูงแ่ค่อกผมเอง คนใส่ด้านในก็ต้องตัวเล็กมากๆด้วย เห็นแล้วแปลกดี แต่คงไม่ใช่เด็กใส่มั่ง

นอกจากมีพี่สาวหน้าตาดี ที่เป็นแคมเปญเกิรล์มืออาชีพแล้ว ยังมีพวกใจรัก สมัครเล่น(หรือว่าทำเป็นอาชีพก็ไม่ทราบ)พวกแต่งคอสเพลย์อีกน่ะครับ อย่างว่าน่ะครับ มีทั้งที่ดี ไม่ค่อยจะดี ไปถึงอุบาวท์ไปเลย แต่ก็เป็นเสรีภาพในการดำรงชีวิตของแต่ละคนน่ะครับ ผมไม่อาจว่าใดๆได้ (สังเกตุได้ง่ายๆครับ พวกคอสเพลย์นี้ ตอนเข้างานจะลากกระเป๋าลากใบย่อมมาด้วย)แต่ปีนี้ค่อนข้างที่จะเข้มงวดในการถ่ายรูปพวกคอสเพลย์มากขึ้น ทั้งต้องต่อแถว ถ่ายทีละคน ก่อนถ่ายต้องขออนุญาตคนแต่งก่อนด้วยเสมอ  รวมไปถึงการนำรูปไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆด้วย (เพื่อตัดความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น จึงของดลงรูปคอสเพลย์)

เป็นไงบ้างครับ กับบรรยากาศในงานโตเกียวเกมโชว์ในปีนี้ ที่ผมเอามาเล่าสู่กันฟัง ต้องบอกว่าผมมีเวลาวนดูน้อยจริงๆ ทำให้การเก็บข้อมูลรวมไปถึงถ่ายรูปไม่ได้เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น(กล้องดิจิตอลก็ไม่มี ใช้กล้องในมือถือถ่ายเอา) อาจทำให้รายละเอียดต่างๆ ขาดตกบกพร่องไป ขออภัยไว้น่ะที่นี้ด้วยน่ะครับ ประกอบกับวันอาทิตย์นี้ผมมีสอบใบประักาศ เวลาจะเขียนไม่มี ต้องอ่านหนังสือสอบ ไว้สอบเสร็จแล้ว คงจะได้กลับมารับใช้กันต่อไป ขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามกันน่ะครับ

 

 

 

 

 

ส่วนภาพด้านล่างๆที่เหลือนี้ไม่เกี่ยวกับงานโตเกียวเกมโชว์แต่อย่างใด เป็นรูปเหล่าพี่สาวในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2007 ที่ผมถ่ายเก็บไว้ (ตอนแรกได้เขียนลงบลอคแล้ว จนจะเสร็จแล้ว แต่เกิดอุบัตเหตุทางการสื่อสารทำให้ที่เขียนไว้ลบไปหมดเลย ผมช๊อคเลยไม่ได้เขียนอีกเลย คราวนี้จะลงรูปใหม่ลงในเวบฝากรูปแล้วจำนวนรูปเกินโควต้า ทำให้เอาออกมาดูไม่ได้ เลยรีบเอามาให้ดูกันก่อน)

 

 

 

 

 

©2008 新聞男

edit @ 24 Oct 2008 09:48:06 by 新聞男

2008/Aug/26

    หวัดดีครับ หลังจากที่กลายพันธุ์ไปเป็นบลอคบทสรุปเกมเสียนาน( ขออภัยสำหรับคนที่ติดตามและเคยติดตามแต่ไม่ได้เล่นเกมน่ะครับ) วัันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี กลับมาเขียนในเรื่องทั่วๆไป ปกติๆ(ที่ไม่ใช่บทสรุปเกม)กันอีกครั้ง

    วันที่ 25 สิงหาคมของเมื่อ 50ปีที่แล้วเป็นวันแรกที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป(แบบซอง ไม่ใช่แบบถ้วยน่ะครับ) ชิคิ้นราเม็น-チキンラーメン(หรือจะให้เรียกว่าชิกเกิ้นราเม็น Chicken Ramen ก็ไม่ผิดใดๆ)ของนิชชินโชคุฮิง(日清食品) ได้ถือกำเินิดขึ้นมาในโลกใบนี้(วางจำหน่ายเป็นวันแรก) อย่างที่ผมได้เคยเขียนในหัวข้อ 新聞男 : เิปิดห่อ ลองชิม...Nissin BIG Cup Noodle German Pepper เกี่ยวกับประวัติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว(ใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้อ่านเสียก่อนน่ะครับ) แล้วขอเสริมเพิ่มเติมเข้าไปอีก ชิคิ้นราเม็นของนิชชินนั้นปัจจุบันมีวางจำหน่ายใน 7 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา จีน อินโดนีเซีย บราซิล เป็นต้น ความลับของชิคินราเม็น(ที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นนั้น)ที่ทำให้ขายดิบขายดี ติดตลาดมาเป็นเวลายาวนานอย่างนี้ได้ ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ รสชาดแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อของเมื่อ 50 ปีที่แล้วเลย(ส่วนที่ขายในประเทศอื่นๆ นั้นก็จะีมีการปรับปรุงรสชาดก่อนขาย ให้เข้ากับคนในประเทศนั้นๆ เช่น ของอเมริกาจะมีเพิ่มโอเนี่ยนพาวเดอร์เข้าไปเป็นต้น) แพ็กเกจก็แทบไม่แตกต่าง แต่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภค โดยเพิ่มความสะดวกขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดจากก้อนบะหมี่ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มาเป็นก้อนรูปกลม โดยมีขนาดเท่ากับถ้วยขนาดมาตรฐานของญี่ปุ่น เพื่อความสะดวกในการใช้นั้นเอง และเป็นหนึ่งเดียวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่นที่เป็นก้อนบะหมี่เป็นรูปกลม(สงสัยจดลิขสิทธิ์ไว้) จนปัจจุบันนี้ นอกจากบะหมี่ที่เป็นก้อนกลม แล้วในก้อนหมี่ยังมีพ็อกเก็ต(หลุม)2ชั้น โดยที่ตรงกลางนั้นจะมีหลุมที่ลึก ไว้สำหรับตอกไข่ เป็นที่สำหรับไว้วางเพื่อให้ไข่แดง ส่วนหลุมชั้นนอกที่ตื้นกว่านั้นจะเป็นที่วางไข่ขาวนั้นเอง เมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไป ปิดฝาแล้วรอ จะได้ชิคิ้นราเม็น ในรูปแบบอุดมคติออกมา (เหมือนต้มแล้วเอาไข่ดาวมาวางไว้เลย นี่เป็นวิธีกินที่ทางนิชชินแนะนำและคนญี่ปุ่นทั่วไปถ้ากินชิคิ้นราเม็นแล้วมักจะทำอย่างนี้เสมอน่ะครับ)

    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นช่วยให้้อิ่ม อร่อย สะดวก และประหยัด แก่ผู้คนอื่นๆมากมายในโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามประสบภัยนั้น ลองคิดถึงผู้ที่ประสบภัยต่างๆที่ได้รับบริจาคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาซิครับ) ทำให้สำหรับผมแล้วมันเป็นมากกว่าแค่อาหารธรรมดาๆ แต่เป็นอาหารที่ช่วยต่อชีวิตต่อไป (ยิ่งนึำกถึงเมื่อได้กิน ในตอนเข้าค่ายเขาชนไก่ ร.ด.เมื่อเทียบกับกับข้าวที่แสนจะไม่อร่อย่ หรือว่าหลังจากแทร็กกิ้งแสนเหนื่อยที่เนปาล หรือตอนยากจนแร้งแค้นในญีุ่ปุ่น...แค่คิดก็น้ำตกซึมแย้ว)

    นอกจากนี้แล้ว ที่โอซาก้านั้น ยังมีหอที่ระลึกการประดิษฐ์อินสแตนซ์รา้เม็น-インスタントラーメン発明記念館
(เปิดทุกวัน เว้นวันอังคาร ตั้งแต่ 9.30-16.00
ที่อยู่ 大阪府池田市満寿美町 8-25
เบอร์โทรศัพท์ (072)752-3484 และ (072)751-0825 สำหรับจองการทดลองทำชิคิ้นราเม็น ถ้ามีโอกาสไปถึงโอซาก้าแล้วอย่าลืมแวะล่ะครับ)
ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของอินสแตนซ์ราเม็น ขายของที่ระลึกต่างๆ และ(ที่สำคัญ)ยังสามารถทำออริจินอลบะหมี่ถ้วยของตัวเอง และ ทดลองทำชิคิ้นราเม็นด้วยตัวเองได้อีกด้วย(รบกวนดูรูปอ้างอิงจากบลอค工場見学へ行こう!ブログ:チキンラーメン体験-http://kengaku.osakazine.net/e42403.html) โดยการทำออริจินอลอินสแตนซ์คัพเม็นนั้น(รูปที่ 6-14 จากบลอคที่อ้างอิง) ก่อนอื่นให้ไปซื้อคัพ(ถ้วยบะหมี่)ที่เครื่องขายอัตโนมัติเสียก่อน แล้วเอามาเขียน วาด ออกแบบลวดลายตามใจ จากนั้นส่งให้สตาฟฟ์ด้านในใส่ก้อนบะหมี่ลงในถ้วยให้ จากนั้นเลือกเครื่องใส่(มีตั้งแต่เนื้อ หมู กุ้ง กระหล่ำปลี ต้นหอม มากมาย) เลือกได้ 4 ชนิดแล้วพนักงานจะใส่ในถ้วย แล้วปิดผนึกฝาแล้วห่อถุงพลาสติกให้เป็นอันเรียบร้อย ส่วนการทดลองทำชิคิ้นราเม็นด้วยตัวเองนั้น(รูปที่ 15-29) ก่อนอื่นจะต้องโทรศัพท์จองเสียก่อน(ตามเบอร์ด้านบนน่ะครับ เพราะว่ามีที่จำกัด และแบ่งเป็นรอบๆ แต่เห็นว่าจองกันข้ามเดือนเลยล่ะครับ) แล้วเสียค่าส่วนประกอบ เครื่องปรุงและเครื่องมือ(ทั้งแป้ง ถุงแพ็กเกจ ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมผม)ในการทำทั้งหมดแค่ 500เยนเอง (ถูกจริงๆ) การทดลองทำก็เริ่มจากนำน้ำซุป(สูตรลับของนิชชิน)มาเทใส่แป้งหมี่(แป้งสาลีกับส่วนผสมอื่นๆ) มานวดแล้วค่อยๆเติมน้ำมันงา นวดจนได้ที่เป็นก้อน จากนั้นนำเป็นคลี่ให้เป็นแผ่นบางยาวแล้วนำเป็นรีดด้วยเครื่องรีดมือให้มีความบางที่เหมาะสม จากนั้นเอาไปใส่ในเครื่องตัด เป็นเส้นเรียวยาว แล้วนำไปให้สตาฟฟ์ โดยเค้าจะต้ม(ชุบซุป เพิ่มรสชาดในเส้น)แล้วทำให้เป็นก้อนกลมแล้วทอด ในระหว่างที่รอก็จะมีเวลาให้ออกแบบถุงใส่กัน จากนั้นก็นำไปให้เพื่อผนึกปิด เป็นอันเรียบร้อย

    แล้วต้องขออภัยจริงๆครับที่ต้องอ้างไปยังบลอคโน่นบลอคนี่ให้เสียเวลาและอารมณ์ (แล้วขอขอบคุณเจ้าของบลอคที่อ้างถึงไว้ ณ ที่นี้ด้วย) ไอ้ผมมันอยู่โยโกฮาม่า ที่มีแต่พิพิทธภัณท์ราเม็น-ラーメン博物館น่ะครับ(ผมไปมาหลายครั้ง แล้วก็ว่าจะเขียนลงบลอคตามจำนวนครั้งที่ได้ไปเหมือนกัน แต่ยังไม่เสร็จสักที จะเสร็จๆแล้วก็หายไปสักงั้นก็มี หมดอารมณ์ทำต่อเลย ไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างแน่นอน) ไว้ผมถ้ามีโอกาสได้ไปโอซาก้าอีกครั้ง แล้วจะไม่พลาดไปเก็บภาพมาฝากกัน ตอนที่ไปดันไม่รู้ว่ามีอยู่

    สุดท้ายขอขอบคุณที่ให้การติดตามด้วยดีเสมอมา(แม้ว่ามันจะหยุดเขียนไปดื้อๆนานเป็นแรมปี หรือ อยู่ๆมันก็เขียนแต่บทสรุปเกมซะงั้น) จนตอนนี้บลอค 新聞男 กับ ชีวิตการส่ง' พิมพ์ในญี่ปุ่น นี้ผ่านครบรอบ2ปี และมีจำนวนผู้เข้าชมเกิน 50000 แล้ว จากนี้ผมก็จะคอยนำเสนอเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจต่อไป (โดยจะไม่อู้มาก)

ขอได้รับการขอบคุณจากใจ....新聞男

edit @ 26 Aug 2008 07:46:27 by 新聞男



新聞男
View full profile